แพทย์แผนจีน | www.LoveYouPlaza.com
ตะกร้า ( ชิ้น)
Total: 0

มีสินค้า ในตะกร้า

ตะกร้าว่างอยู่ค่ะ
ข่าวล่าสุด:
ข้อแนะนำในการดื่มยาน้ำสมุนไพร ฮั้วลักเซียม -- "ข้อแนะนำในการดื่มยาน้ำสมุนไพร ..." -- 19 กรกฎาคม 2560
ประวัติคุณหมอณรงค์ พุ่มโพธิงาม ต้นตำรับสมุนไพรจีน -- "ในอดีตเมื่อตอนคุณหมออายุประมาณ 12 ปี คุณพ่อคุณแม่ได้สนับสนุนให้ได้รับการศึกษาร่ำเรียน ..." -- 19 กรกฎาคม 2560
ปริมาณการดื่มสมุนไพร ฮั้วลักเซียม ในแต่ละโรค -- "ปริมาณการดื่มสมุนไพร ฮั้วลักเซียม ในแต่ละโรค หน่วย: ขวดใหญ่ (750 ซีซี.) ..." -- 19 กรกฎาคม 2560
ยาน้ำสมุนไพรจีน ฮั้วลักเซียม -- "มีเงินแสน เงินล้าน ก็หมดความหมาย หากร่างกายไม่แข็งแรง ไม่ว่า คุณจะมีปัญหาสุขภาพด้านไหน ..." -- 19 กรกฎาคม 2560
รูปหมอณรงค์ พุ่มโพธิงาม นี้นั้น สำคัญไฉน -- "ท่านผู้มีเกียรติทุกท่านสังเกตมั๊ยครับว่า ..." -- 19 กรกฎาคม 2560
หลักประกันในสรรพคุณของยาน้ำสมุนไพรจีนฮั้วลักเซียม -- "หลักประกันในสรรพคุณของยาน้ำสมุนไพรจีนฮั้วลักเซียม ..." -- 19 กรกฎาคม 2560
ฮั้วลักจู สูตรผงไข่มุขแท้ 100% -- "สมุนไพรจีนฮั้วลักจู บรรจุในรูปแบบของแคปซูล มีส่วนผสมสำคัญคือผงไข่มุขแท้สูตรเข้มข้น 100% ..." -- 19 กรกฎาคม 2560
ฮั้วลักป้อ บำรุงร่างกาย -- "สมุนไพรจีนฮั้วลักป้อ บรรจุในรูปแบบแคปซูล ประกอบด้วยส่วนผสมของสมุนไพรจีน 99 ชนิด ..." -- 19 กรกฎาคม 2560
ฮั้วลักเซียม กับ คำถามที่ถูกถามบ่อยที่สุด -- " ฮั้วลักเซียม คืออะไร ตอบ ฮั้วลักเซียม คือ ยาสามัญประจำบ้าน สำหรับบำรุงและฟื้นฟูสุขภาพ ..." -- 19 กรกฎาคม 2560
ฮั้วลักเซียม ประกอบด้วยสมุนไพร 99 ชนิด -- "ฮั้วลักเซียม ประกอบด้วยสมุนไพรจีน 99 ชนิดอยู่ในขวดเดียวกัน โดยขบวนการสกัดด้วยแอลกอฮอล์ ..." -- 19 กรกฎาคม 2560

ให้เรตสมาชิก: 0 / 5

ดาวไม่ได้ใช้งานดาวไม่ได้ใช้งานดาวไม่ได้ใช้งานดาวไม่ได้ใช้งานดาวไม่ได้ใช้งาน

ภาวะมีบุตรยาก : ทัศนะแพทย์แผนจีน

ฉบับที่แล้วพูดถึงความหมายและภาวะมีบุตรยาก ในทัศนะแพทย์แผนปัจจุบัน ฉบับนี้จะต่อด้วยทัศนะของแพทย์แผนจีน


ภาวะมีบุตรยากในทัศนะแพทย์แผนจีน

ความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับประจำเดือน

ประจำเดือนเป็นสิ่งที่ขับระบายออกจากมดลูก เกี่ยวข้องและสัมพันธ์กับการทำงานของอวัยวะภายในจั้งฝู่ เลือดและพลัง รวมถึงการคล่องตัวไม่ติดขัดของพลังเลือดในเส้นลมปราณที่เกี่ยวข้อง

อวัยวะภายในจั้งฝู่ที่เกี่ยวข้องโดยตรงคือ ไต หลังจากอายุ 7 ขวบ พลังไตค่อยๆ เติมเต็มสะสมมากขึ้นทำให้ระบบสืบพันธุ์ของเพศชายและหญิงค่อยๆ เจริญเติบโต อายุ 14 ปี เป็นช่วงที่ระบบสืบพันธุ์ สุกงอมเริ่มทำงานได้ (สามารถมีการตั้งครรภ์) เริ่มมีประจำเดือนเกิดขึ้น

พลังไต ยังคงทำงานจนถึงภาวะสูงสุด ที่อายุประมาณ 28 ปี หลังจากนั้นจะค่อยๆ ลดลง จนถึงอายุ 49 ปี ระบบสืบพันธุ์เริ่มเสื่อมถอย ภาวะเจริญพันธุ์หมดลง ไม่สามารถตั้งครรภ์ได้

ทัศนะแพทย์จีน "ไต" เป็นที่เก็บสารจิง ซึ่งเป็นรากฐานการเจริญเติบโตของร่างกายและพัฒนาการของระบบสืบพันธุ์ (มีส่วนสัมพันธ์กับระบบฮอร์โมนของแผนปัจจุบัน)

ไตยังเป็นแหล่งของพลังพื้นฐานดั้งเดิม ซึ่งมีความสำคัญแบ่งได้เป็นไตยิน และไตหยาง

พลังไต เป็นกลไกสำคัญของภาวะสมดุลของร่างกายทั้งระบบ

เมื่อ พลังไต หรือพลังพื้นฐานดั้งเดิม มีความผิดปกติ ย่อมกระทบต่ออวัยวะภายในทั้งระบบ และมีผลต่อสารจิงของไต และระบบการสืบพันธุ์ รวมถึงการมีประจำเดือนที่ไม่ปกติ

พลังไต ไหลเวียนในเส้นลมปราณไต และสัมพันธ์กับเส้นลมปราณชง ซึ่งมีจุดกำเนิดบริเวณมดลูก การไหลเวียนเลือดและพลังของเส้นลมปราณไต และเส้นลมปราณเยิ่นม่าย (แนวกลางลำตัวด้านหน้า) จึงเกี่ยวข้องกับการเจริญเติบโตของมดลูก การมีประจำเดือนและการตั้งครรภ์ (เกิดการหล่อเลี้ยงสารยินและอุ่นร้อนของพลังหยางของมดลูกที่เหมาะสม)

นอกจากนี้ยังมีเส้นลมปราณตู๋ม่าย (แนวกลางลำตัวด้านหลัง) และต้ายม่าย (ผ่านรอบเอว) ที่มาหล่อเลี้ยงซึ่งเกี่ยวข้องกับการมีประจำเดือน และการสร้างสารน้ำ หล่อเลี้ยงของระบบสืบพันธุ์

อวัยวะตับเกี่ยว ข้องกับการเก็บเลือด สำหรับบำรุง เลี้ยงร่างกาย และไหลเวียนลงล่าง ผ่านเส้นลมปราณม่าย (เกี่ยวข้องกับมดลูก) ซึ่งเป็นเหมือนแหล่งกำกับ "ทะเลเลือด" ตับยังเกี่ยวข้องความแปรปรวนทางอารมณ์อีกด้วย

เส้นลมปราณตับยังไหลเวียนผ่านบริเวณอวัยวะสืบพันธุ์ (ในผู้หญิงบทบาทของประจำเดือนมีความสัมพันธ์กับตับเป็นหลัก) ผ่านท้องน้อย ชายโครงและเต้านม

ความผิดปกติของตับจึงมีการแสดงออกหลายอย่าง เช่น ประจำเดือนผิดปกติ คัดหน้าอก อึดอัด ชายโครง อารมณ์หงุดหงิด (มีผลให้ระบบย่อยอาหารแปรปรวน) ปวดท้องน้อย เลือดและพลังไหลเวียนไม่สะดวก ปวดประจำเดือน เกิดก้อน หรือพังผืดของมดลูก

ความผิดปกติของอวัยวะ ม้ามที่เกี่ยวข้องกับการสร้างเลือดและพลัง และการลำเลียงอาหารไปเลี้ยงส่วน ต่างๆ รวมถึงเสริมเติมพลังของไต ดังนั้น ระบบม้ามที่บกพร่องย่อมกระทบต่อปัญหาการไหลเวียนชี่ที่ไปยังเส้นลมปราณม้าม และไต รวมถึงอวัยวะสืบพันธุ์


สรุป
ภาวะปกติของระบบสืบพันธุ์ เกี่ยวข้องกับ
1. อวัยวะภายใน คือไต (เกี่ยวข้องกับฮอร์โมน) ตับ (โดยเฉพาะผู้หญิง) ม้าม รวมถึง ปอด หัวใจ (ตามหลักปัญจธาตุ)
2. พลังไต ความสมดุลของยิน หยาง (ไตยิน - ไตหยาง) เลือด พลังซึ่งมีผลกระทบต่อการทำงานและสร้างเสริมสารจิง (ฮอร์โมน) ที่ดีและพอเพียง
3 เกี่ยวข้องกับการไหลเวียนของเลือดและพลังใน เส้นลมปราณชงม่ายหรือทะเลเลือดของ 12 เส้นลมปราณ (มดลูก) เยิ่นม่าย (ภาวะยิน) และตู๋ม่าย (ภาวะหยาง) และต้ายม่าย (ร้อยรัดเชื่อมประสานเส้นลมปราณที่ผ่านขึ้นลงทั่วร่างกาย)

การวินิจฉัยและการรักษาตามทัศนะแพทย์แผนจีน
แพทย์แผนจีนให้ความสำคัญของการแยกแยะภาวะร่างกาย
1. เป็นภาวะพร่อง หรือแกร่ง - เพื่อวางแผนว่าจะบำรุงส่วนขาดหรือขับส่วนเกิน
- ประจำเดือนมาช้า ประจำเดือนมีปริมาณน้อย สีซีด หรือคล้ำจาง ตกขาวน้อย ปวดท้องน้อย แบบหน่วงๆ ประคบน้ำร้อนอาการดีขึ้น จัดเป็นประเภทพร่อง - ต้องบำรุง
- ถ้าประจำเดือนมาเร็ว สีเลือดคล้ำเป็นก้อน ปวดท้องน้อยรุนแรง เอามือกดหรือน้ำร้อนประคบจะรู้สึกไม่สบาย จัดเป็นภาวะแกร่ง - ต้องขับ
- บางรายมีทั้งภาวะพร่องและแกร่งร่วมกัน

2. สาเหตุความผิดปกติ แบ่งเป็นหลายประเภท
พลังไตพร่อง

ไม่มีครรภ์เป็นเวลานานตั้งแต่แต่งงาน ประจำเดือนมักเลื่อนมาช้ากว่ากำหนด บางครั้งประจำเดือนหยุดหายไปเลย ปริมาณน้อยสีจางหรือสีคล้ำ ใบหน้าสีดำคล้ำ ปวดเมื่อยขาและเอว ความต้องการทางเพศน้อย ตกขาวมากและเหลว อุจจาระเหลว ขนบริเวณอวัยวะสืบพันธุ์บางไม่หนาแน่น มดลูกมักมีขนาดเล็ก ลิ้นสีซีด ฝ้าบนลิ้นขาว ชีพจรเล็ก ลึก และช้า

หลักการรักษา : อุ่นไตเสริมจิง บำรุงเส้นลมปราณชง-เยิ่น
ตำรับยา : ยวี่-หลิน-จู ปรับลดยาตามสภาพ

ตับไตพร่อง
อาการสำคัญ : ภาวะมีบุตรยาก มีประจำเดือนช้ากว่าปกติ ปริมาณน้อย สีจางหรือคล้ำ

ถ้า เป็นรุนแรง ก็จะไม่มีประจำเดือน รูปร่างผอม ฝ่ามือฝ่าเท้าและหน้าอกร้อนผ่าว เวียนศีรษะ มีเสียงดังในหู ใจสั่น นอนไม่หลับ ปวดเมื่อยเข่าและเอว ตัวลิ้นแดง ฝ้าบนลิ้นน้อย ชีพจรตึงและเล็ก

หลักการรักษา : บำรุงเสริมตับไต เสริมจิง บำรุงยิน ,
ตำรับยา : เอ้อ-จวื้อ-ตี้-หวง-ทัง ปรับลดยาตามสภาพ

เลือดและพลังพร่อง

อาการสำคัญ : ประจำ เดือนมีปริมาณน้อยและจาง หรือไม่มีประจำเดือน ใบหน้าสีเหลืองขุ่นมัว ผิวหนังไม่มีประกาย ร่างกายอ่อนเพลีย ไม่มีกำลัง เวียนศีรษะตาลาย ใจสั่น หายใจตื้น บางรายมีมดลูกเจริญไม่ดี ตัวลิ้นซีด ฝ้าขาว ชีพจรเล็กอ่อนแอ

หลักการรักษา : บำรุงเลือดและพลัง เลี้ยงพยุง เส้นลมปราณสู่มดลูก ,
ตำรับยา : ปา-เจิน-ทัง ปรับลดยาตามสภาพ

พลังหัวใจและตับอุดกั้น

อาการสำคัญ : มักมีอารมณ์หงุดหงิด ประจำเดือนมาไม่ปกติ ปริมาณน้อยสีคล้ำ หรือประจำเดือนติดขัด ปวดท้องน้อยเวลามีประจำเดือน มีอาการคัดหน้าอกก่อนมีประจำเดือน แน่นหน้าอกและชายโครง นอนไม่หลับ ฝันร้าย ตัวลิ้นแดงคล้ำ ฝ้าบนลิ้นขาวบาง ชีพจรตึงหรือเล็กตึง

หลักการรักษา : ระบายตับลดการอุดกั้น ปรับเลือดและพลัง ,
ตำรับยา : ไค-ยวี้-จ้ง-ยวี้ทัง ปรับลดยาตามสภาพ

พลังติดขัดเลือดอุดกั้น

อาการสำคัญ : เคย มีประวัติการตั้งครรภ์ มีการแท้งมาก่อน หรือเคยผ่าตัดเกี่ยวกับมดลูก รังไข่มาก่อน ประจำเดือนมาช้ากว่าปกติ ปริมาณติดขัด ประจำเดือนเป็นก้อน ปวดประจำเดือน ปวดท้องน้อยเอามือกดแล้วปวดมากขึ้น ตัวลิ้นม่วงคล้ำ มีจุดเลือดตกค้าง ชีพจรตึงและฝืด
หลักการรักษา : ทำให้เลือดเดินสลายการอุดกั้นของเลือด ทำให้การไหลเวียนของเส้นลมปราณที่ไปมดลูกคล่อง ไม่ติดขัด

ตำรับยา : ซ่าว-ฝู-จู๋-ยวี-ทัง ปรับลดยาตามสภาพ

เสมหะความชื้นตกค้างภายใน

อาการสำคัญ : รูปร่างอ้วน ใบหน้าค่อนข้างขาว ซีด เวียนศีรษะใจสั่น ตกขาวปริมาณมากและหนืด ประจำเดือนมาช้ากว่าปกติ ปริมาณน้อย หรือไม่มีประจำเดือน จุกแน่นหน้าอก อ่อนเพลีย ไม่มีกำลัง ความต้องการ ทางเพศน้อย ลิ้นบวมซีด ฝ้าบนลิ้นเหนียวขาว ชีพจรลิ้น

หลักการรักษา : สลายชื้น-เสมหะ บำรุงม้าม-ปรับพลัง ,
ตำรับยา : ฉี่-กง-หวาน ปรับลดยาตามสภาพ

ร้อนชื้นไหลลงสู่ส่วนล่าง

อาการสำคัญ : ตกขาวมาก ลักษณะเหนียว สีขาวหรือสีเหลือง มีกลิ่นเหม็น ปวดท้องน้อย ประจำเดือนมาไม่ตามกำหนด ลิ้นแดง ฝ้าเหลืองเหนียว ชีพจรตึงเร็ว

หลักการรักษา : ขับร้อนสลายชื้น ปรับเส้นลมปราณ ชง-เยิ่น ,
ตำรับยา : ซื่อ-เหมี้ยว-หวาน ปรับลดยาตามสภาพ

เปรียบเทียบภาวะมีบุตรยาก แผนปัจจุบันแผนจีน

แผนปัจจุบันมีแนวคิดการวินิจฉัยภาวะมีบุตรยาก เน้นไปที่ตัวอสุจิและไข่ รวมถึงฮอร์โมนที่เกี่ยวข้อง และกระบวนการทำให้เกิดปฏิสนธิระหว่างตัวอสุจิกับไข่ รวมถึงเทคนิคการนำตัวอ่อนไปฝังตัวในมดลูก

การรักษาจึงมุ่งเน้นไป ที่ตัวอสุจิ ที่มีคุณภาพและมีปริมาณเพียงพอ กับการกระตุ้นการตกไข่ กรณีที่การตกไข่ผิดปกติ กระทำการทุกอย่างให้ไข่และอสุจิเจอกัน โดยการฉีดเชื้อเข้าไปในโพรงมดลูก ร่วมกับการกระตุ้นไข่ให้ตกหลายๆ ฟอง เพื่อเพิ่มโอกาสการปฏิสนธิ

เมื่อยังไม่สำเร็จ ก็พิจารณาใช้วิธีการนำไข่กับอสุจิ ผสมกันก่อนภายนอกที่เรียกว่าเด็กหลอดแก้ว แล้วเลี้ยง ให้มีการแบ่งเซลล์ได้มากกว่า 120 เซลล์ เป็นตัวอ่อนที่แข็งแรง เรียกว่า บลาสโตซิส จากนั้นนำกลับฝังตัวที่โพรงมดลูก หรือที่ท่อนำไข่

กรณีเชื้ออสุจิผู้ชายอ่อนแอมากหรือไม่พบเชื้อในน้ำอสุจิ จะใช้วิธีดูดเชื้ออสุจิจากอัณฑะ แล้วฉีดเข้าไปในไข่โดยตรงเลย

จุด เด่นของแผนปัจจุบันคือพยายามค้นหาสาเหตุที่จำเพาะแน่นอน แล้วแก้ปัญหาตรงนั้นล้วนๆ (มองแบบกลไก) รวมถึงการใช้เทคนิคขั้นสูงในการพยายามให้อสุจิปฏิสนธิกับไข่ และทำการฝังตัวให้ได้

จุดอ่อนแผนปัจจุบันคือการมองปัญหาภาวะมีบุตร ยาก แยกจากภาวะความผิดปกติและความเสียสมดุลของร่างกายโดยองค์รวม การรักษาจึงไม่ให้ความสนใจในปัจจัยอื่น หรือสภาพองค์รวมของร่างกาย เพราะในความเป็นจริงภาวะมีบุตรยากมีหลายปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อกัน

การแพทย์แผนจีน มองภาวะมีบุตรยากเป็นปัญหา ที่เกิดจากความไม่สมดุลของสภาพร่างกายองค์รวมร่วมกับมีผลเฉพาะที่ต่อตัว มดลูก รังไข่ เชื้ออสุจิ การมีประจำเดือนและการตั้งครรภ์

การรักษา ต้องปรับสมดุลโดยองค์รวม ควบคู่กับการรักษาเฉพาะที่ ความผิดปกติของเลือด พลัง ภาวะยินหยางของร่างกายซึ่งเป็นรากฐานสำคัญที่ต้องปรับสมดุล รวมทั้งภาวะอุดกั้นของเลือด พลัง เสมหะ

ความเสียสมดุลแสดงออกด้วย อาการต่างๆ ที่พบเห็นเกี่ยวข้องกับช่วงมีประจำเดือน เช่น ปวดศีรษะไมเกรน ปวดท้องประจำเดือน อาการคัดหน้าอก ประจำเดือนเป็นก้อน ประจำเดือนมาช้าหรือมาเร็วกว่าปกติ อาการหายใจไม่อิ่ม หนาวง่าย ประจำเดือนมามากผิดปกติ ภาวะเครียดมากและหงุดหงิดมากช่วงใกล้มีประจำเดือน จะได้รับการเยียวยาไปพร้อมๆ กัน เมื่อภาวะเหล่านี้ดีขึ้น เป็นการบ่งบอกภาวะสมดุลของร่างกายที่ดีขึ้นด้วย การตั้งครรภ์โดยธรรมชาติมีโอกาสเกิดขึ้นได้เอง หรือเมื่อจำเป็นต้องทำการรักษาด้วยเทคโนโลยีการแพทย์สมัยใหม่ก็จะมีโอกาส ตั้งครรภ์สูงขึ้นเช่นกัน

ที่สำคัญกว่านั้น การรักษาแบบองค์รวมทำให้ คุณแม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงทางคุณภาพก่อนตั้งครรภ์เป็นการสร้างสภาพแวดล้อม ใหม่ที่ดีซึ่งจะเป็นหลักประกันต่อทารกในครรภ์ หรือสุขภาพของคุณแม่ระหว่างตั้งครรภ์ และภายหลังการคลอด (สูญเสียเลือดและพลัง) ว่าจะได้รับผลกระทบในทางไม่ดีน้อยที่สุด

ความ รีบร้อนที่จะรีบใช้เทคโนโลยีการแพทย์สมัยใหม่ โดยไม่มีการปรับเปลี่ยนสมดุลให้กับคุณแม่ก่อน จะทำให้ต้องเสียค่าใช้จ่ายที่แพง ประสบผลสำเร็จน้อย และมีผลกระทบทางลบต่อสุขภาพทารกและคุณแม่อีกด้าน

การแพทย์แผนจีนจึงมีข้อเด่นและเป็นทางเลือกหนึ่งของการรักษาภาวะมีบุตรยากร่วมกับการแพทย์แผนปัจจุบัน

บทความนี้เป็นลิขสิทธิ์ของ นายแพทย์วิทวัส (ภาสกิจ) วัณนาวิบูล แห่ง มูลนิธิหมอชาวบ้าน ซึ่งเว็ป LoveYouPlaza.com ได้ขออนุญาตในการลงเผยแพร่เพื่อเป็นวิทยาทานเรียบร้อยแล้ว ทีมงาน LoveYouPlaza.com ขอขอบคุณคุณหมออย่างสูงมา ณ โอกาสนี้ด้วย

yinyang

ให้เรตสมาชิก: 0 / 5

ดาวไม่ได้ใช้งานดาวไม่ได้ใช้งานดาวไม่ได้ใช้งานดาวไม่ได้ใช้งานดาวไม่ได้ใช้งาน

มีการร่ำลือกันมากเกี่ยวกับการรักษา "ภาวะมีบุตรยาก" ด้วยศาสตร์แพทย์แผนจีน

ผู้หญิงอายุ 32 ปี มีปัญหาภาวะมีบุตรยาก ได้ทำการตรวจและรักษากับผู้เชี่ยวชาญ ด้วยการปลูกถ่าย ฝังตัวอ่อนมา 3 ครั้ง ประสบความล้มเหลว ผู้หญิงรายนี้ปวดศีรษะไมเกรน มีร่างกายอ่อนแอมาตลอดตั้งแต่เด็ก เป็นภูมิแพ้ ขี้หนาว

ผู้ป่วยหญิงรายหนึ่ง อายุ 33 ปี แต่งงานมา 5 ปี ยังไม่ตั้งครรภ์ ไปปรึกษาแพทย์แผนปัจจุบันได้ตรวจเช็กเลือด ปรากฏว่าฮอร์โมนผิดปกติ ภาวะเหมือนคนใกล้หมดประจำเดือน

แพทย์ แนะนำการรักษาด้วยการฉีดฮอร์โมน เธอไม่ตัดสินใจ เพราะกลัวผลแทรกซ้อนของยาฮอร์โมน เธอมีโรคประจำตัวคือปวดศีรษะบริเวณหน้าผากระหว่างคิ้ว

ผู้ป่วยมี ภาวะโลหิตจาง ได้ธาตุเหล็ก และกินกรดโฟลิก แต่กินแล้วมักท้องเสีย ผู้ป่วยเป็นคนขี้หนาว นอนหลับไม่สนิท ระบบการย่อยและดูดซึมอาหารไม่ค่อยดี

ผู้หญิงอีกรายอายุ 40 ปี ทำ เด็กหลอดแก้วมาแล้ว 3 ครั้ง ปรากฏว่าล้มเหลว ผู้ป่วยมีประจำเดือนมาไม่ปกติ มาไม่ตรงเวลา ปวดประจำเดือน ประจำเดือนเป็นก้อนดำคล้ำ มดลูกไม่มีเนื้องอก หรือพังผืด มีอาการปวดศีรษะไมเกรน และเครียดง่าย

ผู้หญิงที่มีปัญหา ภาวะมีบุตรยากมาพบแพทย์จีนดังตัวอย่างข้างต้น พบได้บ่อยๆ ทางคลินิก สิ่งที่น่าสนใจ คือแพทย์แผนจีนช่วยรักษาภาวะมีบุตรยากได้อย่างไร

ปัจจุบันเราพบว่าทุก 100 คู่ สามีภรรยาจะมีปัญหามีบุตรยาก 15 คู่ หรือปัญหามีบุตรยากมีประมาณร้อยละ 15 ของบรรดาคู่สามีภรรยาทั้งหลาย


ความหมายของภาวะมีบุตรยาก

คู่สามีภรรยาที่อยู่ด้วยกัน มีเพศสัมพันธ์กันได้ตามปกติและสม่ำเสมอ โดยไม่ได้คุมกำเนิดด้วยวิธีใดมาเป็นเวลา 1-2 ปี และยังไม่สามารถตั้งครรภ์ได้

พบว่าการมีเพศสัมพันธ์สัปดาห์ละอย่าง น้อย 2-3 วัน (ไม่ได้คุมกำเนิด) โดยทั่วไปภายใน 5 เดือน จะมีโอกาสตั้งครรภ์ ร้อยละ 50 และในเวลา 1 ปีโอกาสอัตราการตั้งครรภ์ก็จะเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 80-90


ภาวะมีบุตรยากในทัศนะการแพทย์ปัจจุบัน

สาเหตุและปัจจัยที่สำคัญ

ฝ่ายชาย พบความผิดปกติ ร้อยละ 40
ส่วนมากจากความผิดปกติของการผลิตเชื้ออสุจิ เช่น จำนวนเชื้ออสุจิน้อย การเคลื่อนไหวแหวกว่ายผิดปกติ สาเหตุอื่นที่พบน้อย เช่น ท่อน้ำเชื้อตีบตัน หรือความผิดปกติตั้งแต่กำเนิดในระบบสืบพันธุ์

ฝ่ายหญิง พบความผิดปกติ ร้อยละ 60
ส่วน มากเกี่ยวข้องกับภาวะไข่ไม่ตก ผนังมดลูกเจริญเติบโตไม่ดี (เชื้อที่ผสมแล้วไม่เจริญเติบโต) ซึ่งเกี่ยวข้องกับภาวะฮอร์โมน และความผิดปกติของท่อนำไข่อุดตัน พังผืด เนื้องอกมดลูก (myoma) เยื่อผนังมดลูกเจริญผิดที่ (endometriosis) รวมถึงความผิดปกติของระบบสืบพันธุ์ที่เป็นแต่กำเนิด

ปัจจัยอื่นๆ ที่มีผลจากฝ่ายชายและฝ่ายหญิง ประมาณร้อยละ 20
ความอ้วน ทุโภชนาการ ความเครียด บุหรี่ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ การเกิดภูมิคุ้มกันต่อต้านเชื้ออสุจิ

การตรวจวินิจฉัยแบบแผนปัจจุบัน
มุ่งเน้นลงในรายละเอียด เพื่อหาสาเหตุที่แน่ชัด

ฝ่ายชาย ตรวจสอบสภาพของน้ำอสุจิ ดูรูปร่าง ปริมาณ ความแข็งแรง การเคลื่อนไหวแหวกว่าย ความเป็นกรด เป็นด่าง ตรวจหาเชื้อจุลินทรีย์ดูการติดเชื้อ

ฝ่ายหญิง ตรวจสภาพการตกไข่ โดยตรวจวัดอุณหภูมิร่างกาย (Basal Body Temperature) การตรวจฮอร์โมน LH ในปัสสาวะ การตรวจการตกไข่ด้วยอัลตราซาวนด์ การตรวจฮอร์โมนในเลือด
- นอกจากนี้ยังมีการตรวจกรณีสงสัยความผิดปกติของอวัยวะภายในช่องเชิงกราน ด้วยการตรวจ ช่องท้อง (Laparoscopy)

- ถ้าสงสัยความผิดปกติของโพรงมดลูก ก็จะมีการส่องตรวจโพรงมดลูก (Hysteroscopy)

การรักษา
ความผิดปกติของเชื้ออสุจิในผู้ชาย
- แต่เดิมใช้ฮอร์โมนเพศ หรือยาไปกระตุ้นการสร้างตัวอสุจิให้มากขึ้น แต่มักไม่ค่อยได้ผล หรือบางรายได้ผลตรงข้ามกลับทำให้มีตัวอสุจิน้อยลงไปอีก
- ใช้อสุจิบริจาค ซึ่งอาจจะเป็นอสุจิสด หรือแช่แข็ง (ตัวอสุจิของมนุษย์สามารถเก็บไว้ในไนโตรเจนเหลว ที่อุณหภูมิ -196 องศาเซลเซียส เป็นเวลาหลายปี) ของคนอื่น
- คัดเลือกเชื้ออสุจิที่แข็งแรง เอาตัวที่อ่อนแอออก ลดความหนืด ล้างเอาภูมิคุ้มกันต่อตัวอสุจิออก เพื่อนำไปใช้ผสมเทียม
- ใช้เข็มเล็กๆ ดูดเอาตัวอสุจิจากอัณฑะกรณีที่ไม่เจอเชื้ออสุจิในน้ำอสุจิ แล้วคัดเลือกตัวอสุจิที่แข็งแรงเพียงตัวเดียวฉีดเข้าไปผสมกับไข่โดยตรง (อิ๊กซี่) ICSI (Intra-cytoplasmic sperm injection)

การผิดปกติของผู้หญิง
- ความผิดปกติของการตกไข่ แก้ไขความผิดปกติ ของฮอร์โมน หรือใช้ยากระตุ้นการตกไข่
- ท่อนำไข่ตัน ใช้การผ่าตัดด้วยกล้องจุลทรรศน์ และเครื่องมือขนาดเล็ก (Micro-surgery) เพื่อตัดส่วนที่ตันออก เอาส่วนดีของท่อมาต่อเข้าด้วยกัน
- ถ้าติดเชื้อก็ให้ยาปฏิชีวนะฆ่าเชื้อโรค
- มีพังผืดมดลูก ก้อนเนื้อมดลูก รังไข่ ก็ผ่าตัดออก

การผสมเทียม
ถ้า นำอสุจิมีคุณภาพบกพร่องเล็กน้อย และฝ่ายหญิงก็ไม่มีความผิดปกติรุนแรง แพทย์จะใช้แนวทางการผสมเทียม โดยเอาเชื้อของสามีฉีดเข้าไปในโพรงมดลูก ร่วมกับการใช้ยากระตุ้นไข่ เพื่อเพิ่มโอกาสการผสมกันระหว่างไข่กับอสุจิ

การทำเด็กหลอดแก้ว
เป็นการปฏิสนธินอกร่างกายแล้วนำกลับเข้าไปฝังตัวในร่างกาย ซึ่งเป็นเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ใช้มากที่สุดในปัจจุบัน

แต่เดิมใช้การเก็บไข่ออกมานอกร่างกาย แล้วนำเชื้ออสุจิของฝ่ายชายล้างเอาน้ำออกเหลือแต่ตัวอสุจิ ทำการปฏิสนธิภายนอกร่างกาย แล้วเลี้ยงตัวอ่อนจนถึงระยะที่แข็งแรงที่สุด (ประมาณ 5-6 วัน) จนได้ส่วนที่เจริญเป็นรกและตัวอ่อนชัดเจนเรียกว่า บลาสโตซิส แล้วย้ายกลับเข้าสู่โพรงมดลูก (IVF - ET) In-vitro fertilization หรือนำไข่ที่เก็บจากภายนอก แล้วนำไข่กับตัวอสุจิที่ปฏิสนธิแล้วกลับเข้าไปผสมกันที่ท่อนำไข่ ซึ่งต้องมีการเจาะท้องส่องกล้อง เรียกว่า ทำ GIFT (Gamete intra-fallopian transfer)

ปัจจุบันนิยมใช้การฉีดตัวอสุจิเข้าไปผสมกับไข่โดยตรง เรียกว่า ICSI (Intracytoplasmic Injection) มักใช้กรณีเชื้ออสุจิน้อย การเคลื่อนไหวของอสุจิไม่ดี เกินกว่าที่จะรักษาด้วยการทำเด็กหลอดแก้ว

สำหรับฉบับหน้าจะพูดเรื่องภาวะมีบุตรยากในทัศนะแพทย์จีน

บทความนี้เป็นลิขสิทธิ์ของ นายแพทย์วิทวัส (ภาสกิจ) วัณนาวิบูล แห่ง มูลนิธิหมอชาวบ้าน ซึ่งเว็ป LoveYouPlaza.com ได้ขออนุญาตในการลงเผยแพร่เพื่อเป็นวิทยาทานเรียบร้อยแล้ว ทีมงาน LoveYouPlaza.com ขอขอบคุณคุณหมออย่างสูงมา ณ โอกาสนี้ด้วย

yinyang

ให้เรตสมาชิก: 0 / 5

ดาวไม่ได้ใช้งานดาวไม่ได้ใช้งานดาวไม่ได้ใช้งานดาวไม่ได้ใช้งานดาวไม่ได้ใช้งาน
ทุกคนคงมีประสบการณ์เกี่ยวกับการเจ็บการปวดมาแล้ว เวลารู้สึกไม่สบาย เป็นไข้หวัด เวลามีการอักเสบติดเชื้อ เวลามีการปวดเกร็งกล้ามเนื้อจากการทำงาน หรือมีอาการปวดไมเกรน ปวดประจำเดือน ปวดหลัง ปวดเอว ปวดจากมะเร็ง ความรุนแรงของการปวดวัดได้ยาก เป็นความรู้สึกที่ผู้ป่วยบอกให้เราทราบ อาการปวดมีนัยสำคัญของการบ่งบอกความผิดปกติบางสิ่งบางอย่างของร่างกาย ซึ่งต้องค้นหาสาเหตุที่แน่ชัด เพื่อการรักษาต้นเหตุที่แท้จริง


อาการปวดในทัศนะแพทย์แผนปัจจุบัน

อาการปวดเป็นอาการที่พบบ่อยทางคลินิกที่ผู้ป่วยมาพบแพทย์ เป็นความรู้สึกที่ผู้ป่วยบอกกับแพทย์ สาเหตุโดยสรุปเกิดจากการบาดเจ็บของเนื้อเยื่อของร่างกาย ทำให้เกิดการหลั่งสารชีวเคมีชนิดต่างๆ ที่ไปกระตุ้นปมประสาทรับความรู้สึกก่อให้เกิดอาการปวดในรูปแบบต่างๆ

การกระตุ้นเริ่มต้นที่ระบบประสาทส่วนปลายที่รับความเจ็บปวด นำกระแสประสาทไปยังตัวเซลล์ประสาทรับความรู้สึกที่ไขสันหลังบริเวณด้านหลัง แล้วส่งต่อไปยังก้านสมอง (brain stem) แล้วต่อไปยังทาลามัส (thalamus) และไปแปลผลที่สมองใหญ่ ส่วนผิว (cortex) บริเวณที่เกี่ยวข้องการรับความรู้สึกทำให้ร่างกายแปลผล และบอกตำแหน่งการเจ็บปวดของร่างกายได้แน่นอน

เมื่อมีการบาดเจ็บ เนื้อเยื่อร่างกายจะหลั่งสารที่เป็นตัวกระตุ้นออกมามากมาย ไปกระตุ้นให้ปมประสาทรับความรู้สึกส่วนปลาย สารต่างๆ เหล่านี้ ได้แก่ อะเซทิลโคลิน (acetylcholine) เซอราโทนิน (seratonin) ฮิสทามีน (histamine) แบรดดี้ไคนิน (bradykinin) โดพามีน (dopamin) ประจุโพแทสเซียม (K+), ประจุไฮโดรเจน (H+) เป็นต้น

การรักษาหรือบรรเทาการเจ็บปวดในทัศนะแพทย์แผนปัจจุบันมีหลักการสำคัญคือ

1. ใช้ยาเคมีที่มีฤทธิ์ต้านหรือรบกวนการหลั่งสารที่เป็นตัวกระตุ้น เช่น พาราเซตามอล ยาแอสไพริน ยาแก้ปวดกลุ่ม N-SAID
2. สกัดกั้นการนำสัญญาณความเจ็บปวด เช่น ยาชาเฉพาะที่
3. เปลี่ยนแปลงการแปลผลของสมองเพื่อลดความรู้สึกการเจ็บปวด เช่น มอร์ฟีน
4. ลดความเครียดความกังวล กล่อมประสาทเพื่อลดความรู้สึกต่อการเจ็บปวด

อาการปวดในทัศนะแพทย์แผนจีน
แพทย์แผนจีนอธิบายสาเหตุของอาการปวดเกิดจากการไหลเวียนของเลือดและพลังลมปราณใน เส้นลมปราณ (Meridian) ติดขัด ไม่คล่อง : ความคล่อง-ไม่ติดขัด (ของเลือดและพลัง) ทำให้ไม่เจ็บปวด
การปวดก็เพราะการติดขัด-ไม่คล่อง (ของเลือดและพลัง)

ลักษณะการปวดแบบแพทย์แผนจีน
1. การปวดแบบเคลื่อนที่ เช่นการปวดตามข้อ และเปลี่ยนตำแหน่ง เป็นๆ หายๆ เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว เหมือนลม เรียกว่า ปวดแบบลม
2. การปวดแบบลึกๆ หนักๆ เหมือนผ้าชุบน้ำ เรียกว่า ปวดแบบความชื้น
3. การปวดแบบอักเสบ บวม แดง ร้อน เรียกว่า ปวดแบบร้อน
4. ปวดแบบรุนแรงมาก โดยเฉพาะเวลากระทบความเย็น เรียกว่า ปวดแบบเย็น
5. ปวดแบบเข็มแทง เฉพาะที่ เป็นมากตอนกลางคืน เรียกว่า ปวดแบบเลือดคั่ง
6. ปวดแบบเรื่อยๆ ไม่รุนแรง เป็นมากเวลาอ่อนเพลีย เรียกว่า ปวดแบบร่างกายพร่องอ่อนแอ

ตำแหน่งการปวด บอกถึงการกระทบกระเทือน เส้นลมปราณอะไร
เช่น
1. ปวดบริเวณหน้าผาก - ปวดเส้นลมปราณหยางหมิง
2. ปวดศีรษะด้านข้าง - ปวดเส้นลมปราณซ่าวหยาง
3. ปวดท้ายทอย - ปวดเส้นลมปราณไท่หยาง
4. ปวดกลางกระหม่อม - ปวดเส้นลมปราณเจี๊ยะยิน
5. ปวดศีรษะไปถึงฟัน - ปวดเส้นลมปราณซ่าว- ยิน
6. ปวดศีรษะร่วมกับเวียนศีรษะ ท้องเสีย - ปวดเส้นลมปราณไท่ยิน
7. ปวดเอว เอ็นร้อยหวาย - ปวดเส้นลมปราณเกี่ยวข้องกับไต
8. ปวดชายโครง - ปวดเส้นลมปราณเกี่ยวข้องกับตับ-ถุงน้ำดี

การวิเคราะห์แนวคิดเกี่ยวกับเลือดและพลังอุดกั้นกับอาการปวด
1. การไหลเวียนเลือดสู่เนื้อเยื่อผิดปกติ
1.1 การขาดเลือดของเนื้อเยื่อจากเลือดอุดกั้นไหลเวียนไม่ดี อาการปวดจะเป็นแบบปวดเหมือนเข็มแทงเฉพาะที่ปวดร้าว เช่น การปวดจากหลอดเลือดหัวใจตีบ ปวดท้องประจำเดือน ปวดบริเวณที่เคยปวดถูกกระทบกระแทกฟกช้ำมาก่อน

1.2 การปวดจากเลือดน้อยหรือพลังชี่น้อย หรือภาวะพร่องทำให้เลือดไหลเวียนช้ากว่าปกติ อาการปวดจะเนิบๆ คลุมเครือไม่ชัดเจน ถ้าขาดเลือดและพลังมากจนภายในร่างกายมีความเย็นมาก ขาดพลังหยาง อาการปวดจะรุนแรง การปวดแบบนี้เมื่อใช้มือกดหรือใช้ความร้อนประคบจะรู้สึกสบายขึ้น

1.3 การปวดจากเลือดมาคั่งค้าง เกิดจากการอักเสบ อาจเนื่องจากการติดเชื้อหรือไม่ติดเชื้อ ที่มีอาการปวดบวมแดงร้อน ซึ่งถือเป็นการอุดกั้นชนิดหนึ่ง การรักษาต้องใช้หลักการระบายภาวะความร้อนและอุดกั้น อาการปวดแบบนี้ไม่ถูกกับความร้อน จะถูกกับการประคบความเย็น

2. การไหลเวียนของระบบน้ำเหลืองผิดปกติ
การ ปวดแบบนี้มีลักษณะตึงๆ แน่นๆ ซึ่งตรงมักเกี่ยวข้องกับการบวมน้ำ เช่นขาบวม ท้องมาน (มีน้ำในช่องท้อง) ในแพทย์แผนจีนคือการปวดจากภาวะความชื้นหรือเสมหะตกค้าง

เนื่องจาก ระบบน้ำเหลืองกับระบบเลือดมักสัมพันธ์กันอย่างใกล้ชิด ในทางคลินิกเวลารักษาการปวดจากเลือดอุดกั้นหรือความชื้นเสมหะอุดกั้นต้อง พิจารณาการให้ยารักษาร่วมกัน

3. การปวดจากการอุดกั้นในอวัยวะกลวง
ร่างกายคนมีอวัยวะภายในที่ตัน เรียกว่า อวัยวะจั้ง มีหน้าที่ในการเก็บ

อวัยวะภายในที่กลวงเรียกว่า อวัยวะฝู่ มีหน้าที่ลำเลียงส่งผ่านอาหารหรือสารคัดหลั่งหรือของเสียของระบบต่างๆ

การ ระบายของสิ่งต่างๆ ที่ไม่คล่อง-ติดขัดทำให้ เกิดอาการปวด เช่น ปวดนิ่วถุงน้ำดี การปวดแน่นอกเนื่องจากเสมหะไม่ออก การปวดท้องเนื่องจากท้องผูก การปวดตับอ่อนเนื่องจากการกดทับ การปวดร้าวเนื่องจากนิ่วอุดตันท่อไต

การรักษาด้วยแพทย์แผนจีนใช้หลักการคือ ทะลวงการอุดกั้นร่วมกับการบำรุงส่วนที่พร่อง

ทะลวงการอุดกั้น
1. เลือดอุดกั้น
2. พลังอุดกั้น
3. ความชื้น-เสมหะ (ของเหลว) อุดกั้น
4. ความเย็นอุดกั้น
5. ทะลวงการอุดกั้นของอวัยวะกลวง
6. ขับเหงื่อ ขับลมที่มากระทบผิว

บำรุงส่วนที่พร่อง - ซึ่งเป็นพื้นฐานที่ทำให้เกิดภาวะอุดกั้น (โดยเฉพาะกรณีปวดเรื้อรัง)
- ภาวะเลือดพร่อง หรือพลังพร่อง หรือหยางพร่องหรือยินพร่อง
- ระบบอวัยวะภายใน เช่น ม้าม ไต ตับ ที่อ่อนแอ
- รวมถึงพิจารณาเส้นลมปราณที่เกี่ยวข้อง ซึ่งมักเป็นตัวแสดงอาการปวดที่สะท้อนให้เห็นออกสู่ภายนอก

ตัวอย่างการรักษาอาการปวด

- ปวดชายโครง

ผู้ป่วยที่ได้รับบาดเจ็บจากการกระทบกระเทือนชายโครง แม้ว่าจะมีกระดูกซี่โครงหักหรือไม่ก็ตาม เนื้อเยื่อและกล้ามเนื้อบริเวณชายโครงย่อมได้รับบาดเจ็บ ผู้ป่วยบางรายจะมีอาการปวดแน่นๆ หายใจไม่สะดวก (ทั้งนี้รวมถึงผู้ป่วยที่เป็นโรคงูสวัด) ตามแนวชายโครง


แพทย์แผนปัจจุบัน : มักให้การรักษาด้วยยาระงับปวด ยากล่อมประสาท หรือฉีดยาชาเฉพาะที่ที่มีการกดเจ็บ

แพทย์แผนจีน : มองว่าเส้นลมปราณ ถุงน้ำดี และตับ ซึ่งเป็นเส้นลมปราณบริเวณด้านข้างลำตัวถูกกระทบกระเทือนทำให้เลือดและพลัง ติดขัด การรักษาจึงต้องทะลวงการอุดกั้นของเส้นลมปราณให้คล่องตัว อาการปวดจึงจะทุเลา ในทางคลินิกจะพบว่าผู้ป่วยกลุ่มนี้จะมีภาวะทางอารมณ์หงุดหงิดร่วมด้วย (เพราะการไหลเวียนติดขัดของถุงน้ำดี จะสัมพันธ์กับพลังของตับ)

- ผู้ป่วยไส้ติ่งอักเสบ ถุงน้ำดีอักเสบ

แพทย์แผนปัจจุบัน : มักให้การรักษาด้วยการผ่าตัดไส้ติ่งหรือถุงน้ำดีทิ้ง
แพทย์แผนจีน : มองว่าการอักเสบเป็นผลจาก อุดกั้นของของเสียในลำไส้ใหญ่ จนเกิดความร้อน ความชื้นตกค้าง การระบายความร้อนความชื้นของอวัยวะกลวง ลำไส้ใหญ่ และถุงน้ำดี จะทำให้ลดอาการอักเสบ การปวดได้ บางครั้งไม่จำเป็นต้องใช้การผ่าตัดตามความเชื่อของการแพทย์แผนปัจจุบันทั้ง หมด


- คออักเสบ

แพทย์แผนปัจจุบัน : มักให้การรักษาด้วยยาปฏิชีวนะที่ไวต่อเชื้อกับยาแก้ปวดลดไข้

แพทย์แผนจีน : นอกจากจะใช้ยาสมุนไพรขับพิษขับร้อนแล้ว คออักเสบมีความเกี่ยวกับเส้นลมปราณปอด การขับความร้อนบนเส้นลมปราณลำไส้ใหญ่ (สัมพันธ์กับปอด)ออกโดยการถ่ายอุจจาระหรือระบายความร้อนบนจุดฝังเข็มปลายทาง ของเส้นลมปราณปอด (จุดซ่าวซาง) ทำให้อาการเจ็บคอและการอักเสบจะทุเลาได้เร็วขึ้น

- ปวดประจำเดือน

ผู้หญิง ที่ปวดประจำเดือนที่ไม่ได้เป็นโรคเกี่ยวกับมดลูกหรือรังไข่ หรือที่อาจถือว่าเป็นธรรมดาของผู้หญิงส่วนใหญ่ แผนปัจจุบันเชื่อว่ามีสาเหตุมาจากการแปรปรวนของฮอร์โมนระหว่างที่มีประจำ เดือนและมีการหลั่งสารพรอสตาแกลนดิน (prostaglandins) มากผิดปกติ ทำให้มดลูกหดเกร็งตัว เกิดอาการปวดที่บริเวณท้องน้อย

แพทย์แผนปัจจุบัน : การบรรเทาอาการจะเน้นไปที่ให้ยาแก้ปวด ยาลดการบีบเกร็งของกล้ามเนื้อมดลูก ถ้าเป็นมากอาจต้องใช้ยาฉีดลดการเกร็งตัว บางรายอาจต้องกินยาคุมกำเนิดระยะหนึ่ง ประมาณ 3-4 เดือน แล้วลองหยุดยาดูว่าร่างกายสามารถปรับสภาพสมดุลของฮอร์โมนต่อได้หรือไม่ แต่รายที่อายุมากกว่า 25 ปี หรือรายที่สงสัยจะมีพยาธิสภาพ เกี่ยวกับมดลูก รังไข่ ก็ต้องทำการตรวจค้นหาสาเหตุกันต่อไป

แพทย์แผนจีน : รักษาทั้งอาการและพื้นฐานความไม่สมดุล เพื่อให้เลือดและพลังในเส้นลมปราณบริเวณชงม่ายไหลเวียนได้ดี อาการปวดจึงจะหายไปได้และจะป้องกันการเกิดโรคเกี่ยวกับมดลูกและรังไข่ที่อาจ เกิดขึ้นตามมาภายหลังได้


สรุป

การรักษาหรือ บรรเทาอาการปวดของแพทย์แผนปัจจุบัน มุ่งเน้นไปที่รักษาแต่อาการปวด โดยใช้ยายับยั้ง หรือรบกวนการหลั่งสารที่เนื้อเยื่อสร้างขึ้นมา ทำให้ตัดตัวที่กระตุ้นปมประสาทหรือตัดกระแสนำประสาทหรือดัดแปลงการแปลผลการ เจ็บปวดร่วมกับการรักษาสาเหตุ ซึ่งถ้าเป็นสาเหตุที่ชัดเจน เช่น การอักเสบติดเชื้อ ก้อนเนื้อมีการกดทับ การรักษาที่ต้นเหตุร่วมกับการระงับอาการก็จะได้ผลที่ดีชัดเจน

การรักษา หรือบรรเทาอาการปวดแบบแพทย์แผนจีน เน้นกระตุ้นให้การไหลเวียนเลือดและพลังเดินได้คล่อง ไม่ติดขัด ซึ่งสาเหตุการติดขัด ต้องพิจารณาเป็นรายๆไป อาจเกิดจากลม ความเย็น ความชื้น เลือด หรือพลังอุดกั้น และพิจารณาภาวะพร่องของร่างกายว่ามีจุดอ่อนที่ส่วนไหน เลือด พลัง ยิน หยาง หรืออวัยวะภายในอะไร เพื่อทำให้เกิดสมดุล รวมทั้งการฝังเข็มกระตุ้นการไหลเวียนของเส้นลมปราณต่างๆ ควบคู่กันไปด้วย

กรณีเกิดการเจ็บปวดที่หาพยาธิสภาพไม่ชัดเจนที่มีปัจจัยร่วมที่ประกอบเป็นเหตุมากมาย ไม่ใช่การติดเชื้อ หรือก้อนเนื้อ หรือการกดทับทางโครงสร้าง การรักษาจะได้ผลดีมาก ดังนี้ การรักษาอาการปวดของแพทย์แผนจีน จะแฝงด้วยการปรับสมดุลและแก้ต้นเหตุไปด้วย

กรณีมีพยาธิสภาพที่เป็นรูปธรรมชัดเจน เช่นการฆ่าเชื้อโรค การผ่าตัดก้อนเนื้อออกการผ่าตัดแก้การกดทับที่รุนแรงซึ่งต้องใช้การรักษาแบบตะวันตก ถ้าได้ใช้หลักการรักษาแบบแผนจีนร่วมด้วย จะทำให้โรคหายเร็วขึ้นป้องกันการเกิดซ้ำ แต่สำหรับกรณีที่เป็นน้อยอาจหลีกเลี่ยงการผ่าตัดที่เกินความจำเป็นลงได้

บทความนี้เป็นลิขสิทธิ์ของ นายแพทย์วิทวัส (ภาสกิจ) วัณนาวิบูล แห่ง มูลนิธิหมอชาวบ้าน ซึ่งเว็ป LoveYouPlaza.com ได้ขออนุญาตในการลงเผยแพร่เพื่อเป็นวิทยาทานเรียบร้อยแล้ว ทีมงาน LoveYouPlaza.com ขอขอบคุณคุณหมออย่างสูงมา ณ โอกาสนี้ด้วย

yinyang

ให้เรตสมาชิก: 0 / 5

ดาวไม่ได้ใช้งานดาวไม่ได้ใช้งานดาวไม่ได้ใช้งานดาวไม่ได้ใช้งานดาวไม่ได้ใช้งาน

ได้กล่าวมาหลายตอนเกี่ยวกับแนวคิดการรักษาแบบแผนจีนกับแผนตะวันตก ฉบับนี้จะขยายความลงรายละเอียด ถึงความแตกต่างของการมองปัญหา เหตุของการเกิดโรคของทั้งสองแผน

เหตุแห่งโรคของแผนปัจจุบัน : ความพยายาม ค้นหา "สิ่งที่ทำให้เกิดโรค"

ตำราการแพทย์ของแผนปัจจุบันให้ความสำคัญเกี่ยวกับรักษาโรคเป็นหลัก คนทั่วไปอ่านเข้าใจยาก เพราะจะเน้นหนักไปที่โรคต่างๆ มีสาเหตุจากอะไร ทำให้เกิดโรคได้อย่างไร มีกลไกการเกิดโรค การดำเนินของโรคอย่างไร ใช้ยาเคมีอะไรรักษา ยามีกลไกการออกฤทธิ์อย่างไรหรือต้องใช้วิธีการอื่น เช่น การผ่าตัด กายภาพบำบัด เป็นต้น

ปรากฏว่าปัจจุบันมีโรคจำนวนมาก ที่มักจะตรวจหาสาเหตุหรือตัวก่อให้เกิดโรคไม่ได้ รู้แต่ว่ามีปัจจัยที่เกี่ยวข้องหลายอย่าง แต่ก็ไม่สามารถฟันธงลงไปได้ว่าเป็นเพราะสาเหตุใด สุดท้ายก็สรุปว่าไม่รู้สาเหตุ และให้การดูแลรักษาด้วยการควบคุมและแก้ไขอาการเฉพาะหน้าไป บางรายโชคดีอาจฟื้นตัวหายได้หรือบรรเทาไปได้ ผู้ป่วยอีกจำนวนมากก็ต้องให้ยาควบคุมอาการไปเรื่อยๆ

แนวคิดการหาสาเหตุ หรือค้นหาตัวทำให้เกิดโรคเป็นแนวคิดที่มาจากพื้นฐานความรู้ทางวิทยาศาสตร์ การแพทย์แขนงต่างๆ โดยเฉพาะทางชีววิทยา พยาธิวิทยา ชีวโมเลกุล คือเมื่อมีการค้นพบกล้องจุลทรรศน์มองเห็นเซลล์เนื้อเยื่อ เห็นรายละเอียดของร่างกายสภาพปกติ และมองเห็นร่างกายภาวะไม่ปกติ (มีพยาธิสภาพ) มองเห็นตัวเชื้อโรค เช่น เชื้อแบคทีเรีย เชื้อไวรัส เชื้อรา สิ่งกระตุ้นให้เกิดภูมิแพ้ เซลล์ผิดปกติสารก่อภูมิแพ้ในร่างกาย ความผิดปกติของยีน เป็นต้น

การรักษาของแผนปัจจุบัน จึงมุ่งเน้นทำลายตัวก่อโรค เช่น ติดเชื้อแบคทีเรีย ติดเชื้อไวรัส ติดเชื้อรา จึงมีแนวทางการศึกษาวิจัยยาใหม่ๆ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำลายหรือฆ่าแบคทีเรีย ไวรัสหรือเชื้อรา หรือทำลายเซลล์มะเร็ง กรณีของโรคติดต่อก็จะเพิ่มการควบคุมครบวงจรของตัวพาหะกับตัวก่อโรค ทำให้ขอบเขตวิเคราะห์ปัญหาและการแก้ไขอยู่ปริมณฑลที่กว้างขึ้น แต่ยังจำกัดอยู่กับสิ่งที่มองเห็นเป็นรูปธรรมคือ ตัวก่อโรค หรือตัวพาหะนำโรคที่เกี่ยวข้อง

สำหรับโรคติดเชื้อหรือโรคระบาด ที่มักหาสาเหตุได้ค่อนข้างชัดเจน เมื่อใช้แนวคิดนี้การรักษาโรคจึงได้ผลที่ดี

สำหรับ โรคที่ไม่รู้สาเหตุที่แน่นอน เมื่อนำแนวคิดนี้ไปใช้ ก็เลยไม่รู้จะใช้ยาเคมีไปทำลายอะไร หรือควบคุมอะไร คงให้การรักษาไปตามอาการจึงไม่ประสบผลสำเร็จในการรักษาโรคเท่าที่ควร


เหตุแห่งโรคของแพทย์แผนจีน : ความพยายาม ค้นหา "เงื่อนไขของการเกิดโรค"

แพทย์แผนจีนให้ความสำคัญที่เงื่อนไขของการเกิดโรคมากกว่าพยายามค้นหาสาเหตุ หรือสิ่งที่ทำให้เกิดโรค ทั้งนี้ เนื่องจากการเกิดและพัฒนาองค์ความรู้ของแพทย์ จีนมีพื้นฐานต่างจากการแพทย์แผนปัจจุบัน

แพทย์แผนจีนถือกำเนิดในยุคที่วิทยาศาสตร์การแพทย์ยังไม่เจริญก้าวหน้า จึงไม่สามารถลงลึกและเข้าใจถึงพยาธิสภาพแบบแผนปัจจุบัน ไม่รู้จักสาเหตุหรือชื้อโรค หรือสิ่งที่ทำให้เกิดโรคที่สามารถมองเห็นได้ หรือค้นพบได้

การศึกษาจึงมุ่งเน้นไปยังเงื่อนไขต่างๆ ที่ทำให้คนมีสุขภาพ หรือมีสุขภาพไม่ดี (เกิดโรค) จึงมีแนวคิดที่กว้างครอบคลุมปัจจัยหรือเงื่อนไขแวดล้อมภาย นอกและภายในต่างๆ คือความสมดุลเป็นหนึ่งเดียวระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ ซึ่งคนทั่วไปที่ไม่ต้องเรียนทางการแพทย์ก็สามารถเรียนรู้และนำไปปฏิบัติได้ เป็นแนวการรักษาและการป้องกันโรคส่งเสริมและฟื้นฟูอยู่ในตัว


ทัศนะเกี่ยวกับเจิ้งชี่ กับเสียชี่
- เจิ้งชี่ ไม่พอ หรือพลังพื้นฐาน ร่างกายที่อ่อนแอ เป็นเงื่อนไขของร่างกายที่สำคัญที่สุดในการทำให้เกิดโรค
- เสียชี่ ที่แกร่งหรือสิ่งก่อโรคจากภายนอกที่มากและรุนแรง เป็นเงื่อนไขภายนอกที่ทำให้เกิดโรค การเกิดโรคหรือไม่เกิดโรค เป็นกระบวนการต่อสู้ของเสียชี่กับเจิ้งชี่ ถ้าร่างกายยังดำรงความ สมดุลอยู่ได้ ก็จะไม่เกิดโรค ถ้าเสียสมดุลบ้างแต่มีการปรับตัวได้บ้าง ก็จะเป็นๆ หายๆ ถ้าเสียสมดุลปรับตัวไม่ได้ก็จะเกิดโรค

คัมภีร์แพทย์จีนในการสร้างสมดุล เพื่อไม่ให้เกิดโรคหรือเมื่อเป็นโรคแล้ว ทำอย่างไรจึงจะหายได้เร็ว จึงมุ่งเน้นที่การสอนความรู้ การปฏิบัติตัว เพื่อหลีกเลี่ยงการทำลายเจิ้งชี่ ซึ่งเป็นเงื่อนไขสำคัญที่สุดของการเกิดโรค (เงื่อนไขภายใน) ขณะเดียวกันก็พยายามหลีกเลี่ยงการกระทำของเสียชี่ที่เป็นเงื่อนไขภายนอกของการเกิดโรค

คัมภีร์ซู่เวิ่นยี่เพียนได้สรุปว่าเจิ้งชี่ยังดำรงอยู่ เสียชี่ไม่สามารถทำอะไรได้

ขจัดปัจจัยก่อโรคภายนอก เสียชี : เงื่อนไขภายนอก

เงื่อนไขภายนอกร่างกาย ได้แก่
1. การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ 6 ชนิด

ได้แก่ ลม ความเย็น ความร้อน ความชื้น ความแห้ง และไฟ การแปรเปลี่ยนของสภาพอากาศแสดงออกถึงฤดูกาลที่เปลี่ยนแปลงไป ถ้าการเปลี่ยนแปลงของฤดูกาลที่เป็นไปอย่างช้าๆ ไม่แปรปรวนรวดเร็ว ร่างกายคนปกติก็จะปรับตัว ทำให้ไม่เกิดการเสียสมดุลจนเกิดโรค กรณีที่การเปลี่ยนแปลงที่รุนแรง รวดเร็วจนร่างกายปรับตัวไม่ทัน บางครั้งภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงไม่รุนแรงเป็นปกติ แต่ร่างกายอ่อนแอ (เจิ้งชี่ไม่พอ) ก็ทำให้เกิดโรคเช่นกัน การเปลี่ยนแปลงของอากาศแบบนี้เรียกว่าเป็นเสียชี่ คือ ลิ่วหยิน
สรุปว่าอากาศที่เปลี่ยนแปลงแล้วทำให้คนเกิดโรคได้ก็เรียกว่าเสียชี่ ทั้งนั้น
  • ฤดูใบไม้ผลิ อากาศอบอุ่นมีลมแรง มีโอกาสเกิดโรคที่เกิดจากลมและความอุ่น
  • ฤดูร้อน อากาศร้อน ฝนตก มีความชื้น มีโอกาสเกิดโรคจากความร้อนชื้น
  • ฤดูใบไม้ร่วง อากาศเย็น และแห้ง มีโอกาสเกิดโรคเกี่ยวกับปอด ไอแห้งๆ
  • ฤดูหนาว อากาศหนาวเย็น โอกาสเกิดโรคจากการกระทบลมเย็นได้ง่าย

2. เหตุภายนอกอื่นๆ เช่น โรคระบาด พยาธิ และการได้รับบาดเจ็บจากอุบัติเหตุภายนอก

เงื่อนไขภายในร่างกาย ตัวอย่างที่เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวัน เช่น
1. การเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์ เรียกว่า อารมณ์ทั้ง 7 คือ โกรธ ดีใจ วิตก กังวล โศกเศร้า กลัว ตกใจ
อารมณ์ เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ตามปกติ เมื่อคนเราต้องประสบกับสิ่งกระตุ้นภายนอกต่างๆ ถ้าการเปลี่ยน แปลงดังกล่าวไม่รุนแรงและไม่นานเกินไป ร่างกายจะปรับตัวได้ แต่ถ้ากระทบรุนแรงและยาวนาน จะมีผลต่อการทำงานของอวัยวะภายในโดยตรง ทำให้การไหลเวียนเลือดและพลังผิดปกตินำมาซึ่งการทำลายความสมดุลของร่างกาย ฉะนั้น การควบคุมอารมณ์ทั้ง 7 ได้ดีจึงเป็นการป้องกันการทำลายเจิ้งชี่ที่สำคัญอย่างยิ่ง

2. การกินอาหารที่ถูกต้องและเหมาะสม เน้นการกินที่ไม่ซ้ำซาก เวลาที่เหมาะสม ปริมาณ ประเภท และเทคนิคต่างๆ เพราะอาหารจะเป็นแหล่งที่มาของเลือดและพลัง การกินอาหารที่ไม่เหมาะสม ไม่ถูกต้องจะทำลายระบบการย่อยดูดซึม (ม้ามและกระเพาะอาหาร) ทำให้การสร้างพลังและเลือดของร่างกายลดน้อยลง รวมทั้งพลังภูมิคุ้มกัน สรุปแล้วคือเจิ้งชี่นั่นเอง

นอกจากนี้ การตกค้างของอาหารก็ทำให้เกิดความชื้น และเสมหะ ของเหลวตกค้าง เป็นของเสียที่ไปบั่นทอนการไหลเวียนของเลือดและพลังไปยังส่วนต่างๆ ของร่างกายอีก

การติดขัดของพลังทำให้เลือดไม่ไหลเวียนเกิดเลือดอุด กั้น ทำให้ส่วนต่างๆ ของร่างกายขาดเลือดและพลังไปหล่อเลี้ยงทั้งหมด ของการติดขัด ตกค้าง ไม่ว่าจะเป็นของเหลว ความชื้น เสมหะ เลือด ก็ถือว่าเป็นเสียชี่ ภายในร่างกายที่มีผลกระทบต่อ เจิ้งซี่ (พลังพื้นฐานของร่างกาย)

3. การพักผ่อน-การทำงาน
การ พักผ่อน การนอนหลับ ก็มีกฎเกณฑ์และต้องเป็นไปตามกฎเกณฑ์ธรรมชาติ การใช้แรงงานทางกายและใจต้องสมดุลเช่นเดียวกัน มิฉะนั้นพลังเจิ้งชี่ของร่างกายจะถูกบั่นทอน

4. เรื่องเพศสัมพันธ์
ต้องมีกฎเกณฑ์ธรรมชาติที่ต้องเข้าใจ เพราะเกี่ยวข้องกับการมีสุขภาพที่ดี

สรุป เรื่องโรคภัยไข้เจ็บเมื่อวิเคราะห์แบบแผนปัจจุบันแล้ว จะรู้สึกว่าเป็นเรื่องของแพทย์หรือผู้ที่ต้องทำการรักษา เวลารักษาก็เน้นไปที่ตัวการที่ทำให้เกิดโรค ต้องอาศัยคนที่เรียนทางการแพทย์เท่านั้นที่จะรักษาได้ อ่านตำราแพทย์แผนปัจจุบันแล้ว คนทั่วไปไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร ต้องหมั่นตรวจเช็กร่างกายสม่ำเสมอ เพื่อค้นพบความผิดปกติให้เร็วที่สุด เมื่อเป็นโรคแล้วรีบไปปรึกษาแพทย์ไม่ควรรักษาด้วยตนเอง

แต่ถ้าเป็น แพทย์แผนจีน ตำราแพทย์นอกจากหมอจีนจะทำการรักษาแล้ว ยังสอนวิธีป้องกัน หรือแนะนำให้ผู้ป่วยดูแลตัวเอง เพื่อเสริมเจิ้งชี่ ที่เป็นเงื่อนไขภายในร่างกายหลีกเลี่ยงเสียชี่ สอนการเรียนรู้การดูแลตัวเอง เพื่อไม่สร้างเงื่อนไขของการเกิดโรคซึ่งสามารถปฏิบัติได้จริงในชีวิตประจำวัน การปฏิบัติบางอย่างได้รับการบอกเล่าสืบต่อกันมายาวนาน เช่น ไม่ควรกินน้ำแข็งและของเย็นๆ เพราะจะทำลายเจิ้งชี่ทำให้ไม่แข็งแรง

เหตุที่เป็นเช่นนี้ก็คงสรุปได้ง่ายๆ ว่า แพทย์แผนปัจจุบันมองว่าการเกิดโรคเกิดจากมีสิ่งที่ทำให้เกิดโรคเป็นหลัก จึงพุ่งเป้าไปที่ต้องทำลาย แต่แพทย์แผนจีนมองว่าการเกิดโรคเกิดจากเงื่อนไขภายในของร่างกาย คือ เจิ้งชี่อ่อนแอเป็นหลัก และปัจจัยก่อโรคเสียชี่ซึ่งเป็นเงื่อนไขภายนอก (ที่มาจากภายนอก และที่สะสมอยู่ภายในร่างกาย) การเกิดโรคหรือไม่เป็นผลจากให้เกิดการต่อสู้ของเจิ้งชี่กับเสียชี่ จึงต้องปรับเสริมเงื่อนไขเหล่านี้ โรคนี้จะหายได้อย่างรวดเร็ว และจะสามารถป้องกันการเกิดซ้ำได้

บทความนี้เป็นลิขสิทธิ์ของ นายแพทย์วิทวัส (ภาสกิจ) วัณนาวิบูล แห่ง มูลนิธิหมอชาวบ้าน ซึ่งเว็ป LoveYouPlaza.com ได้ขออนุญาตในการลงเผยแพร่เพื่อเป็นวิทยาทานเรียบร้อยแล้ว ทีมงาน LoveYouPlaza.com ขอขอบคุณคุณหมออย่างสูงมา ณ โอกาสนี้ด้วย

yinyang

ให้เรตสมาชิก: 0 / 5

ดาวไม่ได้ใช้งานดาวไม่ได้ใช้งานดาวไม่ได้ใช้งานดาวไม่ได้ใช้งานดาวไม่ได้ใช้งาน

ผู้ป่วยที่ไปรักษาโรคกับหมอแผนปัจจุบัน จะได้ยาเคมีมารักษาบำบัดโรค เวลาไปหาหมอจีน ถ้าต้องให้ยา ก็จะได้ยาสมุนไพรมากิน

ปัญหาที่ผู้ป่วยมักถามเสมอคือ ยาฝรั่งกินคู่กับยาจีนจะตีกันหรือไม่? กินยาจีนแล้วต้องกินยาฝรั่งไหม?


ความแตกต่างระหว่างยาเคมีกับยาสมุนไพรจีน


ยาเคมี
: แพทย์แผนปัจจุบันใช้ยาที่เป็นเคมีสังเคราะห์พัฒนาเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทาง เคมีของยาในการรักษาโรค โดยยาเคมีไปมีผลต่อเนื้อเยื่อหรืออวัยวะโดยเปลี่ยนแปลงกลไกชีวเคมีระดับ เซลล์เป็นสำคัญ

การทำงานระบบต่างๆ ของร่างกาย ถ้าเจาะลึกลงไประดับเซลล์ เราพบว่ามีปฏิกิริยาเคมีเกิดขึ้นมากมาย ทำให้ร่างกายสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ ตั้งแต่การย่อยสลาย และดูดซึมอาหาร การหายใจ การขับของเสียออกจากเซลล์ การขจัดพิษตกค้างภายในร่างกาย

มุมมองการเปลี่ยนแปลงทางชีวเคมี หรือสารเคมีระดับเซลล์ มีลักษณะจำเพาะสูง และมีแนวโน้มของการรักษาไปทิศทางเดียว


ตัวอย่างของกลุ่มยาเคมี

  1. ยาลดความดันโลหิตสูง
  2. ยาลดระดับน้ำตาลในเลือด
  3. ยารักษาหัวใจเต้นไม่เป็นจังหวะ
  4. ยาระงับการหอบหืด ยาขยายหลอดลม
  5. ยาละลายลิ่มเลือด ยาลดการจับตัวของเลือด
  6. ยาปฏิชีวนะ ต้านแบคทีเรีย ต้านไวรัส
  7. ยาต้านมะเร็ง
เนื่องจากการวินิจฉัยโรคแบบแผนปัจจุบันเป็นการพยายามสืบค้นสาเหตุหรือสิ่งก่อโรค ที่มีลักษณะรูปธรรม (เชื้อโรค มะเร็ง ความผิดปกติของยีน ความผิดปกติของโครงสร้าง การกดทับหลอดเลือดหรือเส้นประสาท) ดังนั้นเมื่อพบความผิดปกติที่ชัดเจนก็ใช้วิธีการทำลายหรือยับยั้งด้วยยาหรือ การผ่าตัดตามแต่กรณี แต่ถ้าไม่พบสิ่งก่อโรคที่ชัดเจน ก็จะใช้ยาเคมีเข้าไปเปลี่ยนแปลงองค์ประกอบทางชีวเคมีของร่างกายที่ผิดปกติ ที่ทำให้เกิดโรค จึงมีลักษณะการแก้ปัญหาแบบแยกส่วน และการแก้ปัญหาตามอาการที่เกิดขึ้น

ยาสมุนไพรจีน : มีลักษณะการปรับเปลี่ยนทางกายภาพหรือทางฟิสิกส์เป็นหลัก ทำให้สภาพของร่างกายมีเงื่อนไขที่เหมาะสมในการทำงาน ทำให้เกิดสมดุล ซึ่งสภาพทางกายภาพที่เหมาะสม เป็นภาพรวมที่ใหญ่กว่าและมีผลโดยอ้อม ทำให้เกิดภาวะที่เหมาะสมต่อการเกิดปฏิกิริยาเคมีของร่างกาย มีการปรับตัวเพื่อให้เกิดภาวะสมดุล

นอกจากการปรับเปลี่ยนทางกายภาพแล้ว พบว่าสมุนไพรยังมีสารเคมีที่มีฤทธิ์เป็นยาหรือพฤกษเคมี (phytochemical) มีบทบาทการปรับเปลี่ยนชีวเคมีในปฏิกิริยาเคมีของร่างกายโดยตรงอีกด้วย ซึ่งจะพบได้จากการศึกษาวิจัยยาสมุนไพรและกลไกการออกฤทธิ์ที่มีการตีพิมพ์มากมาย


ตัวอย่างและแนวคิดของแพทย์แผนจีนกับกลไกการออกฤทธิ์ของยาสมุนไพรจีน

  1. การปรับสมดุลทางกายภาพของร่างกาย โดยการปรับสมดุล ยิน-หยาง
    ตัวยาสมุนไพรจีนจะมีฤทธิ์ของยาใหญ่ 4 อย่าง เรียกว่าฤทธิ์ทั้ง 4 คือ เย็น ร้อน อุ่น ค่อนข้างเย็น การใช้ยาสมุนไพรปรับยิน-หยาง หรือภาวะร้อน-เย็น เพื่อสร้างภาวะแวดล้อมของร่างกายหรือเซลล์ เป็นเงื่อนไขพื้นฐานสำคัญต่อการทำงานเป็นปกติของเซลล์ เสมือนกับการเตรียมดิน ปุ๋ย น้ำและแสงสว่างที่เหมาะสำหรับการเพาะปลูกพืช
  2. การรักษาโรคเน้นสรรพคุณของยา อาศัยความแตกต่างของรสชาติทั้ง 5 ของสมุนไพร
    ยาจีนแบ่งเป็น 5 รส
    • รสเผ็ด มีสรรพคุณ ขับเหงื่อ กระจาย ทำให้พลังเคลื่อนไหว
    • รสหวาน มีสรรพคุณ บำรุง แก้ปวดเกร็ง ทำให้ชุ่ม ไม่แห้ง
    • รสขม มีสรรพคุณ สลายความชื้น ทำให้ถ่าย
    • รสเปรี้ยว มีสรรพคุณ ดึงรั้ง พยุงของเหลวในร่างกาย
    • รสเค็ม มีสรรพคุณ สลายก้อน ทำให้นิ่ม
  3. การเน้นกลไกพลังเพื่อปรับทิศทางพลังของร่างกาย
    ยาสมุนไพรจีนแบ่งกลไกการขับเคลื่อนพลังร่างกาย 4 ทิศทาง
      • ขึ้นบน เพื่อนำยาสู่ส่วนบนร่างกาย
      • ลงล่าง เพื่อนำยาลงส่วนล่างร่างกาย
      • ลอย เพื่อนำยาสู่ผิวภายนอกร่างกาย
      • จม เพื่อนำยาสู่ภายในร่างกาย
        ตัวอย่างเช่น
        1. ผู้ป่วยที่ถ่ายท้องบ่อยๆ และมีลำไส้ใหญ่ส่วนทวารปลายหย่อน (prolapse rectum) หรือผู้ป่วยที่มีมดลูกหย่อน แสดงถึงพลังส่วนกลางอ่อนแอ ต้องบำรุงพลังและทำให้พลังขึ้นบน- ผู้ป่วยหอบหืด ผู้ป่วยความดันโลหิตสูง ผู้ป่วยกรดไหลย้อน อาเจียน เรอ เป็นปัญหาของกลไกพลังย้อนทิศทางกับสภาพปกติ ต้องใช้ยาสมุนไพรที่มีสรรพคุณดึงลงล่างเป็นตัวประกอบในการรักษา- ผู้ป่วยไข้หวัด ลมพิษ (โรคที่อยู่ส่วนบนร่างกาย หรืออยู่บริเวณผิวหนังภายนอกระยะแรก) ต้องใช้ยารสเผ็ดมาช่วยกระจายปัจจัยก่อโรคให้ออกจากร่างกาย
        2. ผู้ป่วยที่เป็นโรคภายในต้องใช้ยาที่เสริมบำรุงเข้าไปภายใน ภาวะภายในร้อนมากต้องใช้ยาขับความร้อนจากภายใน

    4. เน้นการนำยาเข้าสู่อวัยวะเป้าหมาย เรียกว่า กุยจิง การเข้าเส้นลมปราณของยาสมุนไพรจีน
    เนื่องจากสมุนไพรแต่ละตัวมีการออกฤทธิ์ต่ออวัยวะภายในต่างๆกันไป การเลือกยาที่มีความจำเพาะต่ออวัยวะที่เกิดโรค ตามทฤษฎีแพทย์จีนจึงมีความสำคัญต่อการรักษาโรคอย่างมาก

      นอกจากการพิจารณาปรับสมดุลโดยภาพรวม (ยิน-หยาง) การเลือกตัวยาที่มีสรรพคุณเหมาะสม มีการควบคุมทิศทางของยาเพื่อปรับทิศทางพลัง รวมถึงกำหนดการใช้ยาให้เข้าสู่เป้าหมายที่ต้องการแล้ว เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดในการรักษาโรค ยังต้องคำนึงถึงการจัดยาให้เสริมฤทธิ์ ลดอาการต่างๆ ลดผลข้างเคียงของยา และการประสานยาให้เป็นหนึ่งเดียวของตำรับยาทั้งตำรับ ซึ่งเป็นจุดเด่นของการประกอบตำรับยาสมุนไพรจีน (การใช้ยาสมุนไพรตัวเดียว กรณีผู้ป่วยที่มีโรคค่อนข้างซับซ้อนจึงมักไม่ค่อยได้ผล)

      เปรียบเทียบความแตกต่างโดยสรุป

      ยาเคมีมีฤทธิ์ทิศทางเดียวเข้าสู่อวัยวะและเนื้อเยื่อที่แน่นอน เปลี่ยนแปลงชีวเคมีของร่างกายเพื่อแก้ความผิดปกติขององค์ประกอบทางเคมีระดับเซลล์ ระดับโมเลกุลไม่มีการปรับสมดุลทางกายภาพ (ยิน-หยาง) จึงเกิดผลเฉพาะส่วนที่รวดเร็ว แต่ไม่ได้สร้างเงื่อนไขการฟื้นตัว หรือสร้างภาวะที่เหมาะสมต่อการปรับตัวของร่างกาย เช่นตัวทำลายมะเร็ง แล้วสภาพแวดล้อมก็เหมือนเดิม หรือเลวร้ายมากขึ้นจากสารเคมีเป็นพิษตกค้างจากการใช้เคมีระยะยาว จึงเป็นการซ้ำเติมร่างกายโดยองค์รวม

      แพทย์แผนปัจจุบันไม่มีทัศนะเรื่องคุณสมบัติของยาในทัศนะ ยิน-หยาง ไม่มีความหมายยาในเรื่องของร้อน เย็น อุ่น ค่อนข้างเย็น จึงไม่มีการให้ยาในการปรับทิศทางภาพรวมทางกายภาพของร่างกาย แนวคิดส่วนใหญ่เป็นการมองระดับลึกที่มุ่งแก้ความผิดปกติที่เกี่ยวข้องกับ ชีวเคมีของร่างกาย จึงเกิดปัญหาผลข้างเคียงของยา หรือแม้ว่าโรคต่างๆ ควบคุมได้ดี แต่สภาพร่างกายโดยองค์รวมของผู้ป่วยกลับทรุดลง ทำให้มีแนวโน้มใช้ยามากขึ้นเรื่อยๆ เป็นการแก้ปัญหาแบบกลไก

      ยาสมุนไพรจีน ยาสมุนไพรมักมีฤทธิ์ปรับสมดุล ยิน-หยาง โดยองค์รวม ในตัวยาแม้จะเป็นสมุนไพรตัวเดียวก็ยังมีองค์ประกอบของพฤกษเคมีที่มากมายมี การควบคุมและการออกฤทธิ์ที่สลับซับซ้อน ยาบางตัวมีฤทธิ์ 2 ทิศทาง เช่น
      • โสมคน สามารถช่วยให้ความดันโลหิตของผู้ป่วย (ความดันต่ำ) สูงขึ้น และทำให้ความดันลดลงได้ (กรณีผู้ป่วยความดันโลหิตสูง)
      • ยาขาวยูนาน สามารถยืดหยุ่นได้กรณีที่เลือดออก แต่ก็สามารถสลายเลือดได้กรณีที่มีการตกค้างของเลือด (เมื่อเกิดช้ำใน)
      เมื่อใช้หลักของการประกอบตำรับยาเพื่อการรักษาโรคจะเห็นว่า การวินิจฉัยแยกแยะสภาพร่างกายของผู้ป่วยแต่ละรายมีความสำคัญมาก การจัดตัวยาต้องพิจารณาทั้งสภาพ ยิน-หยาง การเลือกสรรพคุณยา การเสริมฤทธิ์ยา การควบคุมฤทธิ์ยา การลดพิษของยา การประสานยาเข้าเป็นหนึ่งเดียว ด้วยการจัดวางบทบาทของยาอย่างเหมาะสม ทำให้การใช้ยาสมุนไพรมีประสิทธิภาพสูงและรักษาโรคได้อย่างเป็นองค์รวมขณะ เดียวกันพิษข้างเคียงของยาจึงน้อยกว่าการใช้ยาเคมี

      การบูรณการยารักษาโรคของแพทย์จีนกับแพทย์แผนปัจจุบัน
      แพทย์แผนปัจจุบัน ถ้าได้เรียนรู้ แนวคิดและทฤษฎีเกี่ยวกับแพทย์จีน จะทำให้สามารถนำไปประยุกต์ใช้ทางคลินิก และเข้าใจผลข้างเคียงของยาเคมีได้ดีขึ้น ตัวอย่างเช่น
      1. ยาปฏิชีวนะโดยทั่วไปจะมีคุณสมบัติเป็นรสขม จึงสามารถรักษาโรคติดเชื้อที่มีลักษณะอักเสบ ร้อนได้ เช่น ทอนซิลอักเสบ คออักเสบที่มีไข้ เสมหะเหลือง
        แต่ยาปฏิชีวนะไปรักษาผู้ป่วยแผลร้อนใน เรื้อรังที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง ร่างกายอ่อนแอไม่แข็งแรงหรือมีภาวะพลังหยางพร่อง จะไม่สามารถแก้ปัญหาได้ แต่กลับจะไปซ้ำเติมให้ร่างกายผู้ป่วยและภาวะภูมิคุ้มกันยิ่งแย่ลงไปอีก
      2. กลูโคสและวิตามินซี มีรสหวานเปรี้ยว มีสรรพคุณที่จะบำรุงพลังและตับ (รสเปรี้ยวเข้าตับ รสหวานบำรุงพลัง)
      3. ผู้ป่วยที่มีภาวะหยางแกร่ง ควรหลีกเลี่ยงยาบำรุงฤทธิ์ร้อน ยาที่มีฤทธิ์กระตุ้นการทำงานของร่างกาย เช่น กลุ่มยาลดการบวมแน่นจมูก (อีฟีดรีน) เป็นต้น
      แพทย์แผนจีนต้องเรียนรู้การวิจัยใหม่ๆเกี่ยวกับสมุนไพร และเข้าใจตัวยาเคมีในสมุนไพรและกลไกการออกฤทธิ์ทางเภสัชวิทยา เช่น ชิงเฮาซู่ สามารถรักษามาลาเรีย สารสกัดใบแปะก๊วย มีฤทธิ์ลดความดันโลหิต เพิ่มการไหลเวียนเลือด ฯลฯ

      การศึกษาความเป็นองค์รวมในการบริหารยาจีน และประสบการณ์ทางคลินิกตามศาสตร์แพทย์แผนจีน การเข้าใจกลไกออกฤทธิ์ของยาเคมีจากการวิจัยแบบแผนปัจจุบัน จะทำให้เราสามารถใช้ยาเคมีรักษาโรคร่วมกับการใช้ยาจีนได้อย่างเหมาะสม จะทำให้เราใช้ยาเคมีน้อยลงได้ และทำให้การรักษากลับไปสู่แนวธรรมชาติมากขึ้น

      อย่างไรก็ตาม ยาสมุนไพรจีนเองก็ไม่ใช่สิ่งที่ใครๆ จะกินกันเป็นโดยไม่มีข้อบ่งใช้ เพราะขึ้นชื่อว่ายาแล้วถ้าไม่มีความจำเป็น การกินยาสมุนไพรอย่างผิดๆ ก็มีภัยไม่แพ้ยาเคมีเหมือนกัน

      บทความนี้เป็นลิขสิทธิ์ของ นายแพทย์วิทวัส (ภาสกิจ) วัณนาวิบูล แห่ง มูลนิธิหมอชาวบ้าน ซึ่งเว็ป LoveYouPlaza.com ได้ขออนุญาตในการลงเผยแพร่เพื่อเป็นวิทยาทานเรียบร้อยแล้ว ทีมงาน LoveYouPlaza.com ขอขอบคุณคุณหมออย่างสูงมา ณ โอกาสนี้ด้วย
      yinyang

    สั่งซื้อฮั้วลักเซียม

    ยาน้ำสมุนไพร-ฮั้วลักเซียม

    สั่งซื้อฮั้วลักเซียมออนไลน์ออนไลน์ คลิ๊กที่นี่

    สั่งซื้อฮั้วลักเซียมทางโทรศัพท์ทางโทรศัพท์      

    True 080-235-0137 080-235-0137

    AIS 081-131-0137 081-131-0137

    Dtac 082-492-0137 082-492-0137

    สั่งซื้อฮั้วลักเซียมทางไลน์ทาง LINE          

    Line id: HouLukSeam id: HouLukSeamLine id: HouLukSeam

    สินค้าที่ชมล่าสุด

    www.LoveYouPlaza.com ได้จดทะเบียนลิขสิทธิ์กับ DMCAwww.LoveYouPlaza.com ได้จดทะเบียนลิขสิทธิ์กับ DMCA เรียบร้อยแล้ว ห้าม คัดลอก ทำซ้ำ หรือ ดัดแปลง บทความ รูปภาพ ข้อมูลบางส่วนหรือทั้งหมด เว็ปที่ละเมิดจะถูก Google.co.th บล็อค ไม่ให้แสดงผลในลำดับการค้นหา ตามกฎหมายสากล Digital Millennium Copyright Act 1998 และ www.LoveYouPlaza.com จะดำเนินคดีทั้งทางแพ่งและอาญากับเว็ปไซต์ที่ละเมิดลิขสิทธิ์ดังกล่าว

    Template Settings
    Select color sample for all parameters
    Red Green Olive Sienna Teal Dark_blue
    Background Color
    Text Color
    Select menu
    Google Font
    Body Font-size
    Body Font-family
    Direction
    Scroll to top