แพทย์แผนจีน | www.LoveYouPlaza.com - Results from #10
ตะกร้า ( ชิ้น)
Total: 0

มีสินค้า ในตะกร้า

ตะกร้าว่างอยู่ค่ะ
ข่าวล่าสุด:
ข้อแนะนำในการดื่มยาน้ำสมุนไพร ฮั้วลักเซียม -- "ข้อแนะนำในการดื่มยาน้ำสมุนไพร ..." -- 19 กรกฎาคม 2560
ประวัติคุณหมอณรงค์ พุ่มโพธิงาม ต้นตำรับสมุนไพรจีน -- "ในอดีตเมื่อตอนคุณหมออายุประมาณ 12 ปี คุณพ่อคุณแม่ได้สนับสนุนให้ได้รับการศึกษาร่ำเรียน ..." -- 19 กรกฎาคม 2560
ปริมาณการดื่มสมุนไพร ฮั้วลักเซียม ในแต่ละโรค -- "ปริมาณการดื่มสมุนไพร ฮั้วลักเซียม ในแต่ละโรค หน่วย: ขวดใหญ่ (750 ซีซี.) ..." -- 19 กรกฎาคม 2560
ยาน้ำสมุนไพรจีน ฮั้วลักเซียม -- "มีเงินแสน เงินล้าน ก็หมดความหมาย หากร่างกายไม่แข็งแรง ไม่ว่า คุณจะมีปัญหาสุขภาพด้านไหน ..." -- 19 กรกฎาคม 2560
รูปหมอณรงค์ พุ่มโพธิงาม นี้นั้น สำคัญไฉน -- "ท่านผู้มีเกียรติทุกท่านสังเกตมั๊ยครับว่า ..." -- 19 กรกฎาคม 2560
หลักประกันในสรรพคุณของยาน้ำสมุนไพรจีนฮั้วลักเซียม -- "หลักประกันในสรรพคุณของยาน้ำสมุนไพรจีนฮั้วลักเซียม ..." -- 19 กรกฎาคม 2560
ฮั้วลักจู สูตรผงไข่มุขแท้ 100% -- "สมุนไพรจีนฮั้วลักจู บรรจุในรูปแบบของแคปซูล มีส่วนผสมสำคัญคือผงไข่มุขแท้สูตรเข้มข้น 100% ..." -- 19 กรกฎาคม 2560
ฮั้วลักป้อ บำรุงร่างกาย -- "สมุนไพรจีนฮั้วลักป้อ บรรจุในรูปแบบแคปซูล ประกอบด้วยส่วนผสมของสมุนไพรจีน 99 ชนิด ..." -- 19 กรกฎาคม 2560
ฮั้วลักเซียม กับ คำถามที่ถูกถามบ่อยที่สุด -- " ฮั้วลักเซียม คืออะไร ตอบ ฮั้วลักเซียม คือ ยาสามัญประจำบ้าน สำหรับบำรุงและฟื้นฟูสุขภาพ ..." -- 19 กรกฎาคม 2560
ฮั้วลักเซียม ประกอบด้วยสมุนไพร 99 ชนิด -- "ฮั้วลักเซียม ประกอบด้วยสมุนไพรจีน 99 ชนิดอยู่ในขวดเดียวกัน โดยขบวนการสกัดด้วยแอลกอฮอล์ ..." -- 19 กรกฎาคม 2560
ดาวไม่ได้ใช้งานดาวไม่ได้ใช้งานดาวไม่ได้ใช้งานดาวไม่ได้ใช้งานดาวไม่ได้ใช้งาน
ฉบับที่แล้วพูดถึงพฤกษเคมี (phytochemical) ที่พบในผักและผลไม้ ซึ่งมีบทบาทในการป้องกันการเกิดโรคของร่างกาย โดยเฉพาะผลต่อระบบภูมิคุ้มกัน สำหรับฉบับนี้เกี่ยวข้องกับการศึกษาวิจัยอาหารและสมุนไพรเพื่อนำมารักษาโรค

ตัวอย่างการศึกษาวิจัยอาหาร-สมุนไพร เพื่อนำมารักษาโรค

1. มะระ

สารสกัด น้ำมะระมีฤทธิ์ลดน้ำตาลในเลือด เชื่อว่าสารเพปไทด์ในมะระจะมีฤทธิ์เช่นเดียวกับอินซูลิน การออกฤทธิ์คล้ายกับยา metformin (metfron)


2. อบเชย

มีองค์ประกอบของไฮดรอกซี-ซาลโคน มีผลยับยั้ง เอนไซม์ ทำให้การยอมรับต่ออินซูลินของเซลล์ดีขึ้น


3. กระเทียม

มีสารสำคัญคือ ajoere ยับยั้งการรวมตัวของเกล็ดเลือด ป้องกันการอุดตันของเลือด


4. เจียวกู่หลาน (ชาสตูล หรือปัญจขันธ์)

มีสารสำคัญคือ ไตรเทอร์พีน มีโครงสร้างคล้ายกับจินเซนโนไซด์ (พบในโสม) สามารถลดระดับน้ำตาลในเลือด นอกจากนั้นยังมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระของหลอดเลือดและลดไขมันในเลือด


5. เห็ดหลินจือ

เห็ดหลินจือ (เห็ดหมื่นปี) ทางแพทย์จีนระบุว่าเป็นยาอายุวัฒนะ ใช้บำรุงร่างกาย ทำให้อายุยืน ช่วยนอนหลับ สารสำคัญคือ โพลีแซ็กคาไรด์ A B C D E G H และอื่นๆ ซึ่งมีฤทธิ์ต้านมะเร็ง กระตุ้นภูมิต้านทาน ลดการอักเสบและป้องกันอันตรายจากการฉายรังสี เป็นต้น


6. ถั่วเหลือง

การศึกษาทางระบาดวิทยา พบว่า การกินผลิตภัณฑ์ถั่วเหลืองมีความสัมพันธ์กับการลดความเสี่ยงจากการเป็น มะเร็งทั้งชนิดที่เกี่ยวข้องกับฮอร์โมน และไปเกี่ยวข้องกับฮอร์โมนเป็นมะเร็งปอด ต่อมลูกหมาก มะเร็งเต้านม มะเร็งกระเพาะอาหาร เป็นต้น ซึ่งเป็นผลจากสารไอโซฟลาโวน (Isoflavones) ในถั่วเหลือง


7. ว่านหางจระเข้

ว่านหางจระเข้ (Aloe vera) พืชประเภทกระบอง-เพชรที่ใช้กันมานับพันปี การรักษาแผลไฟไหม้น้ำร้อน ลวก แผลเรื้อรัง ใช้ห่อศพมัมมี่ของชาวอียิปต์
การวิจัยสมัยใหม่พบว่ามีซาโพนิน กรดวิตามิน ฮอร์โมนซึ่งซึมผ่านผิวหนังเข้าไปได้ มีกรดยูโรนิก เป็นสารขับพิษโดยธรรมชาติ ป้องกันการกระจายของเชื้อไวรัสจากเซลล์หนึ่งไปอีกเซลล์หนึ่ง


8. เรด คลอฟเวอร์

เรดคลอ ฟเวอร์ (Red clover) เป็นสมุนไพรทางยุโรป ใช้เป็นยาขับเสมหะ ขับปัสสาวะ คนอเมริกันพื้นเมืองใช้รักษาโรคเจ็บคอ หอบหืด หลอดลมอักเสบ การศึกษาวิจัยพบว่ามีฤทธิ์ต้านจุลชีพ แบคทีเรีย วัณโรค คนโบราณจัดเป็นสมุนไพรล้างให้เลือดสะอาด มักใช้ยาเหล่านี้ในยาล้างพิษ ใช้ในผู้ป่วยมะเร็ง เรดคลอฟเวอร์ยังมีส่วนประกอบของวิตามินและแร่ธาตุ มีวิตามินเอขนาดสูง สามารถปกป้องเซลล์เยื่อบุ และป้องกันเซลล์เมมเบรน ป้องกันปฏิกิริยาออกซิเดชั่น มีส่วนประกอบของธาตุเหล็ก บำรุงเลือด และวิตามินซี ซึ่งช่วยระบบภูมิคุ้มกัน


9. เบอร์ด็อก

เบอร์ด็อก (burdock) การวิจัยสมัยใหม่ พบฤทธิ์ในการขับปัสสาวะและต้านมะเร็งในสัตว์ทดลอง นอกจากนี้ ยังมีฤทธิ์ต้านแบคทีเรีย เชื้อรา ใช้ในโรคผิวหนัง โรคข้อ และโรคเกาต์ รากของเบอร์ด็อกใช้ในตำรับยารักษามะเร็งเต้านม และโรคของอวัยวะอื่นๆ เช่น ตับ กระเพาะอาหาร โพรงไซนัส คนจีนใช้เป็นยาลดระดับน้ำตาลในเลือด ขับลมและขับความร้อน ถือว่าเป็นยาดีท็อกซ์ชนิดหนึ่ง ช่วยทำให้เลือดสะอาด ส่วนประกอบสำคัญคือ วิตามินซี เหล็ก ซึ่งเชื่อว่ามีฤทธิ์ช่วยขับของเสีย และทำให้เลือดสะอาด ยังมีส่วนประกอบของวิตามินเอ บี อี แร่ธาตุต่างๆ เช่น ซิลิคอน สังกะสี เป็นต้น


10. บีพอลเลน

นักวิ่งมาราธอนของกรีกโบราณ ใช้บีพอลเลนเพิ่มพลังและความทนการวิ่งระยะทางไกล การศึกษาวิจัยสมัยใหม่พบว่า บีพอลเลนมีส่วนประกอบของโปรตีนและคาร์โบไฮเดรตปริมาณสูง สามารถใช้เป็นอาหารเสริมนักกีฬา ให้มีความแข็งแรง และมีสารชีวเคมีมากมายในการกระตุ้นระบบภูมิคุ้ม ช่วยชะลอความแก่ รักษาโรคภูมิแพ้ หอบหืด ส่วนประกอบสำคัญคือ กรดไขมันที่มีความจำเป็น กรดอะมิโน เอนไซม์ วิตามิน เกลือแร่


11. คลอโรฟิลล์

คลอโรฟิลล์ (chlorophyll) เป็นรงควัตถุสีเขียวที่ พืชใช้สังเคราะห์แสง คนเราได้คลอโรฟิลล์จากพืชผักสด ที่มีสีเขียว โดยเฉพาะต้นอ่อนของอัลฟาฟ่า ต้นเฟนูกรีซ ต้นผักกาด คนโบราณใช้ต้นอ่อนสีเขียวเป็นการล้าง สารพิษ ในฤดูใบไม้ผลิในรูปแบบต่างๆ รวมทั้งเป็นเครื่องดื่มสีเขียว โครงสร้างของคลอโรฟิลล์มีความใกล้เคียงกับเฮโมโกลบิน รงควัตถุมีสีแดงในเลือด ซึ่งประกอบด้วยกลุ่มอะตอมของคาร์บอน ไฮโดรเจน ออกซิเจน ไนโตรเจน ล้อมรอบธาตุเหล็ก ในขณะที่คลอโรฟิลล์ กลุ่มอะตอมเหล่านี้เป็นแกนกลางล้อมรอบแมกนีเซียม ซึ่งเป็นแกนกลาง อี.เบอร์เชอร์ (E.Bircher) นักวิจัยทางวิทยาศาสตร์ ท่านหนึ่งให้สมญานามคลอโรฟิลล์ว่า "พลังแสงอาทิตย์ ที่เข้มข้น" คลอ โรฟิลล์ช่วยเพิ่มการทำงานของหัวใจให้ดี ขึ้น มีผลต่อระบบหลอดเลือด ลำไส้ มดลูก และปอด คลอโรฟิลล์นับว่าเป็นสิ่งบำรุงของมนุษยชาติ มันทำให้วิตามิน เกลือแร่ ช่วยระบบการย่อยอาหาร มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อโรค และช่วยการฟื้นตัวของเซลล์มีบทบาทในการลดการอักเสบของข้อ หลอดเลือด ลดความดันเลือด เป็นการขับล้างสารพิษออกจากระบบเลือด


12. ใบหม่อน

ชา ใบหม่อน (mulburry leaf) หรือสารสกัดจากใบหม่อน มีฤทธิ์ลดน้ำตาลในเลือด ในสัตว์ทดลอง บางรายงานพบว่าสามารถลดระดับของคอเลสเตอรอลและไตรกลีเซอไรด์ลงอย่างมีนัย สำคัญ


13. บอระเพ็ด

ตำราสรรพคุณยาไทยบอกว่า บอระเพ็ดมีสรรพคุณ แก้ไข้ทุกชนิด บำรุงกำลัง เจริญไฟธาตุ แก้ร้อนใน เป็นยาขม เจริญอาหาร บางรายงานเชื่อว่าสามารถลดน้ำตาลในเลือด บางรายงานพบว่าผลไม่ชัดเจน บางรายงานก็พบว่าทำให้เกิดพิษต่อตับในผู้ป่วยบางราย เกิดเอนไซม์ตับสูงขึ้น แต่หลังจากหยุดยาผลเลือดกลับสู่ปกติได้

บทความนี้เป็นลิขสิทธิ์ของ นายแพทย์วิทวัส (ภาสกิจ) วัณนาวิบูล แห่ง มูลนิธิหมอชาวบ้าน ซึ่งเว็ป LoveYouPlaza.com ได้ขออนุญาตในการลงเผยแพร่เพื่อเป็นวิทยาทานเรียบร้อยแล้ว ทีมงาน LoveYouPlaza.com ขอขอบคุณคุณหมออย่างสูงมา ณ โอกาสนี้ด้วย
yinyang

ดาวไม่ได้ใช้งานดาวไม่ได้ใช้งานดาวไม่ได้ใช้งานดาวไม่ได้ใช้งานดาวไม่ได้ใช้งาน
ฉบับที่แล้วกล่าวถึงแนวคิดอาหารสุขภาพคืออาหารหลัก 6 หมู่ แต่ฉบับนี้พูดถึงสารสกัดจากพืชและสมุนไพรที่ไม่ใช่สารอาหารหลักกลุ่มพฤกษเคมี


สารพฤกษเคมี

สารพฤกษเคมี (phytochemical) เป็นสารที่พบในผักและผลไม้ ที่มีบทบาทในการป้องกันการเกิดโรคของร่างกาย โดยเฉพาะผลต่อระบบภูมิคุ้มกัน

สารพฤกษเคมี (ไม่ใช่สารอาหารหลัก 6 หมู่) มีหลายร้อยชนิด มีเพียงส่วนน้อยที่มีการศึกษา อาหารที่เรากินอยู่ทุกวันล้วนมีสารพฤกษเคมีอยู่หลายชนิดมากมาย มีการทำหน้าที่ร่วมกันที่ซับซ้อน สีของใบไม้ ผลไม้ ก็เป็นส่วนหนึ่งของสารพฤกษเคมี สารเหล่านี้ไม่มีคุณค่าทางโภชนาการในการให้พลังงานแก่ร่างกายโดยตรง แต่เชื่อว่ามีผลต่อภูมิต้านทานโรคเป็นด้านหลัก การศึกษาวิจัยทางด้านนี้นับว่ายังเริ่มต้นไม่นาน


ตัวอย่างของสารพฤกษเคมี

1. อินโดล (indoles)
พบ ในผักพวกกะหล่ำ บทบาทสำคัญคือการขับสารก่อมะเร็งและสามารถปรับเปลี่ยนฮอร์โมนเอสโทรเจน ให้เป็นรูปแบบที่ไม่ก่อให้เกิดมะเร็งเต้านมและมะเร็งชนิดอื่นๆ นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่า อินโดลจะปิดกั้นสารก่อมะเร็งเข้าสู่เซลล์ของร่างกาย

2. อัลลีล ซัลไฟด์ (allyl sulphide)

พบในหัวหอม กระเทียม บทบาทสำคัญคือการกระตุ้นการผลิตเอนไซม์ เพื่อช่วยขับสารก่อมะเร็งมากขึ้น และช่วยลดการแบ่งตัวของเซลล์มะเร็ง


3. ฟลาโวนอยด์ (flavonoids)

พบมากในผักและผลไม้ สารฟลาโวนอยด์มักมีวิตามินซีเป็นส่วนประกอบร่วมด้วย มีบทบาทปกป้องเซลล์จากสารก่อมะเร็ง และกดการเปลี่ยนแปลงของเซลล์ปกติที่จะกลายเป็นเซลล์มะเร็ง การวิจัยบางชิ้นรายงานว่าสามารถยับยั้งฮอร์โมนที่มีฤทธิ์กระตุ้นการเติบโตของมะเร็ง


4. ไอโซฟลาโวน (isoflavones)

พบมากในถั่วเหลือง ถั่วลันเตา ถั่วแระ ถั่วอัลฟาฟ่า ชะเอม ตังกุย ธัญพืช เป็นต้น การศึกษาพบว่า ประเทศญี่ปุ่นที่ปลูกถั่วเหลืองและกินถั่วเหลืองอย่างสม่ำเสมอ มีอัตราการเกิดมะเร็งเต้านมและมะเร็งต่อมลูกหมากน้อย ไอโซฟลาโวนมีบทบาทในการต้านอนุมูลอิสระ ขจัดสารก่อมะเร็งและยับยั้งการเติบโตของก้อนมะเร็ง

5. ลิกนาน (lignans)

พบมากในเมล็ดแฟลกซ์ พวกปอ ป่าน เมล็ดงา ทานตะวัน บร็อกโคลี่ ข้าวโอ๊ต มีบทบาทเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ยับยั้งการเติบโตของเซลล์มะเร็ง มีส่วนประกอบของกรดไขมัน โอเมก้า-3 ซึ่งมีบทบาทสำคัญเกี่ยวกับโรคระบบภูมิคุ้มกัน เช่น มะเร็งลำไส้ โรคหัวใจและหลอดเลือด

6. ไลโมนีน (limonene)

พบมากในมะนาว ผลไม้พวกส้ม มีบทบาทด้านการผลิตเอนไซม์ต่างๆ ขจัดสารก่อมะเร็ง และช่วยลดขนาดมะเร็งเต้านม


7. กรดแคฟเฟกเซีย (caffecia acid)

พบ ในผลไม้พวกส้ม มีบทบาททำให้สารก่อมะเร็งถูกขับออกจากร่างกายง่ายขึ้น (โดยการละลายน้ำ) ช่วยลดการเติบโตของเซลล์มะเร็ง โดยเฉพาะมะเร็งผิวหนัง


8. ซาโพนิน (saponins)

พบในรากมันสำปะหลัง ผักสะตอ ผักหนาม ผักเสี้ยนผี มีอยู่ 11 ชนิด พบว่าในปริมาณน้อยจะมีฤทธิ์ขจัดมะเร็ง


9. ไลโคพีน (lycopene)

เป็น แคโรทีนอยด์ พบปริมาณสูงในมะเขือเทศ ฝรั่ง แตงโม มะละกอ สามารถออกฤทธิ์ลดไขมัน ลดความดันเลือด และเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ลดความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งต่อมลูกหมาก มะเร็งปอด มะเร็งกระเพาะอาหาร


10. คาเทชิน (catechins)

พบ มากในสารสกัดชาเขียว (green tea extract) มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระที่ดี ป้องกันการเสื่อมของหลอดเลือด ลดความเสี่ยงโรคมะเร็ง ป้องกันการอักเสบของข้อ และการทำงานกระดูกอ่อน


11. ไคโทซาน (chitosan)

เป็น สารธรรมชาติที่ได้จากเปลือกของกุ้ง ปู หรือหอย เป็นพวกโพลีแซ็กคาไรด์ มีประจุบวกในตัว สามารถจับกับกรดไขมันที่เป็นประจุลบได้ดี ทำให้สามารถดูดจับไขมันในระบบทางเดินอาหาร เพื่อลดการดูดซึมไขมันเข้าสู่ร่างกาย


12. ไฟเบอร์ (fiber)

แบ่งเป็นไฟเบอร์ที่ละลายน้ำ ได้แก่ เพ็กทิน (pectin) มูซิเลจ (mucilage) กัม (gum) เมื่อละลายน้ำมีลักษณะคล้ายเจล เมื่อกินเข้าไปในทางเดินอาหาร เส้นใยอาหารชนิดนี้จะจับโมเลกุลของไขมันได้ รวมถึงการดูดจับกรดน้ำดีที่สร้างจากคอเลสเตอรอลไหลดูดซึมกลับเข้าสู่ร่างกาย จึงมีบทบาทลดไขมันและควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดของผู้ป่วยเบาหวาน และควบคุมความหิวและทำให้อิ่ม ใช้ในการลดน้ำหนัก และช่วยดูดซับพิษของร่างกายที่ขับออกทางน้ำดี


13. โคเอนไซม์คิวเท็น (coenzyme Q10)

ร่าง กายสามารถสังเคราะห์ได้เอง หรืออาจได้จากสัตว์และพืช เช่น น้ำมันปลาทะเลลึก (ปลาซาร์ดีน ปลาแซลมอน) อาหารทะเล เครื่องในสัตว์ รำข้าว น้ำมันถั่วเหลือง เป็นต้น เป็นสารประกอบคล้ายวิตามินที่มีคุณสมบัติละลายน้ำได้ โดยจะอยู่ในส่วนเยื่อหุ้มเซลล์ (cell membrane) ของบริเวณไมโทคอนเดรีย (mitochondria) ของเซลล์อวัยวะที่ให้พลังงานมากในปริมาณที่สูง เช่น หัวใจ ตับ กล้ามเนื้อ สมอง เป็นต้น โคเอนไซม์คิวเท็น มีหน้าที่ในกระบวนการเปลี่ยน แปลงคาร์โบไฮเดรตและไขมันให้เป็นพลังงานเพื่อการใช้งานของเซลล์ การมีคิวเท็นลดลงจะทำให้การได้รับพลังงานของร่างกายโดยเฉพาะกล้ามเนื้อหัวใจ น้อยลง ทำให้เซลล์ตายได้ง่าย นอกจากนี้ยังเสริมฤทธิ์วิตามินซี และวิตามินเอ ในการต้านอนุมูลอิสระ ร่างกายสามารถสร้างโคเอนไซม์คิวเท็นได้ดีในช่วงหนุ่มสาวเท่านั้น และจะค่อยๆ สร้างลดลงในวัยกลางคน (40 ปีขึ้นไป)


มีการนำมาใช้เป็นอาหารเสริมเพื่อวัตถุประสงค์

  1. ช่วยการทำงานของหัวใจในการสูบฉีดเลือดและต้านการเสื่อมสภาพของหลอดเลือด (ออกฤทธิ์คล้ายวิตามินอี) ในผู้ป่วยโรคหัวใจหลอดเลือด
  2. ช่วยการทำงานของสมอง ในผู้ป่วยอัลไซเมอร์ เพื่อให้สมองสามารถผลิตพลังงานแก่สมองได้มากขึ้น ขณะเดียวกัน โคเอนไซม์คิวเท็นยังมีส่วนประกอบของเฟนิลอะลานิน ช่วยกระตุ้นต่อมไทรอยด์ให้เผาผลาญอาหารเป็นพลังงานได้ดีขึ้น

บทความนี้เป็นลิขสิทธิ์ของ นายแพทย์วิทวัส (ภาสกิจ) วัณนาวิบูล แห่ง มูลนิธิหมอชาวบ้าน ซึ่งเว็ป LoveYouPlaza.com ได้ขออนุญาตในการลงเผยแพร่เพื่อเป็นวิทยาทานเรียบร้อยแล้ว ทีมงาน LoveYouPlaza.com ขอขอบคุณคุณหมออย่างสูงมา ณ โอกาสนี้ด้วย
yinyang

ดาวไม่ได้ใช้งานดาวไม่ได้ใช้งานดาวไม่ได้ใช้งานดาวไม่ได้ใช้งานดาวไม่ได้ใช้งาน
ระบบการย่อย การดูดซึมอาหารไม่มีระเบียบ ไร้กฎเกณฑ์ เกิดจากการกินอาหารจุบจิบ ตามอารมณ์ ฉบับที่แล้วได้กล่าวถึงความเป็นมาและแนวคิดของแพทย์แผนจีนทางด้านโภชนบำบัดมาโดยสังเขป ต่อไปนี้จะนำเสนอแนวคิดเกี่ยวกับอาหารและอาหารสุขภาพของแพทย์ตามแนวคิดตะวันตก ซึ่งพัฒนาจากการศึกษาวิจัย ประมาณ 60-70 ปีที่ผ่านมา โดยศึกษาประเด็นต่างๆ ดังนี้
  1. สารอาหารเป็นส่วนประกอบของโครงสร้างต่างๆของร่างกาย ทำให้สามารถเข้าใจโครงสร้างชีวโมเลกุลของเซลล์ เนื้อเยื่อ และอวัยวะต่างๆได้ จึงจัดสารอาหารเป็นหมวดหมู่ เช่น คาร์โบไฮเดรต ไขมัน โปรตีน เกลือแร่ วิตามิน เป็นต้น
  2. ความจำเป็นของสารอาหารที่เข้าไปมีส่วนสำคัญในกระบวนการทำงานของระบบต่างๆ ของร่างกาย เช่น เอนไซม์ ฮอร์โมน สารคัดหลั่งต่างๆ ล้วนมีโครงสร้างหรือส่วนประกอบของสารอาหารทั้งสิ้น
  3. กลไกการเมแทบอลิ ซึมระดับเซลล์หรือในกระบวนการเผาผลาญให้ได้พลังงานและการกำจัดทิ้งของเสีย ก็อาศัยสารอาหารต่างๆ ที่เปลี่ยนแปลงเข้าเกี่ยวข้อง
  4. มีความก้าวหน้าในการศึกษาสารอื่นๆ ที่ไม่ใช่สารอาหารแต่อยู่ในอาหาร และมีฤทธิ์เป็นยา มีบทบาทในการปรับสมดุลของร่างกาย หรือป้องกันการเกิดโรค (แนวคิดนี้เริ่มสอดคล้องกับแพทย์แผนจีนที่ว่าอาหารและยามาจากแหล่งเดียวกัน อาหารก็คือยา)
  5. ปัจจุบันและแนวโน้มในอนาคตการผสมผสาน สารอาหารแบบแผนปัจจุบันกับสารที่ไม่ใช่อาหารแต่มีฤทธิ์ทางยา รวมถึงสารสกัดสมุนไพร เป็นผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพในการป้องกันโรคหรือพยายามใช้อาหารธรรมชาติเป็นยาในการรักษาโรคเพื่อทดแทนหรือลดปริมาณการใช้ยาเคมี (ซึ่งมีฤทธิ์ตกค้างและผลแทรกซ้อนมากมาย)

แนวคิดอาหารสุขภาพในทัศนะแพทย์แผนปัจจุบัน

1. อาหารหลัก 6 หมู่

ความรู้เรื่องอาหารหลัก 6 หมู่ ได้แก่ คาร์โบไฮเดรต ไขมัน โปรตีน เกลือแร่ วิตามิน และน้ำ (บ้างจัดเป็น 5 หมู่ไม่รวมน้ำ บ้างจัดเป็น 7 หมู่) รวมถึง กากใยอาหาร (ไฟเบอร์) ความรู้เหล่านี้เป็นผลจากการศึกษาวิจัยเมื่อ 60-70 ปีก่อนอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน

ร่างกายต้องการอาหารบางอย่างที่ให้พลังงานเพื่อการดำรงชีวิต เพื่อการทำงานของระบบต่างๆ และการเจริญเติบโต สารอาหารที่ต้องการปริมาณมาก เรียกว่า macronutrients ได้แก่ คาร์โบไฮเดรต ไขมัน และโปรตีน

สารอาหารที่มีความจำเป็นต่อร่างกายอย่างมาก แต่ต้องการปริมาณที่น้อย มีบทบาทสำคัญในการช่วยควบคุมและมีส่วนร่วมให้ปฏิกิริยาทางเคมีของร่างกาย เรียกว่า micronutrients ได้แก่ วิตามินและเกลือแร่
ส่วนน้ำ เป็นสารประกอบสำคัญของร่างกาย คือร่างกายผู้ใหญ่ มีน้ำเป็นส่วนประกอบประมาณร้อยละ 60 ของน้ำหนักตัว ถ้าร่างกายสูญเสียน้ำไป ร้อยละ 10 จะเป็นอันตรายต่อสุขภาพ และถ้าสูญเสียน้ำไปร้อยละ 20 จะทำให้เสียชีวิตได้
น้ำจึงเป็นตัวกลางของการดำรงชีวิต นอกจากเป็นส่วนประกอบของเซลล์แล้ว ระบบเลือด ระบบน้ำเหลือง ระบบการย่อยอาหาร ระบบการขับถ่ายของเสีย การควบคุมอุณหภูมิ การลำเลียงอาหาร ก็ล้วนต้องอาศัยน้ำเข้าเกี่ยวข้องด้วย
ไฟเบอร์(กากใยอาหาร) เป็นส่วนของพืชที่ไม่สามารถถูกดูดซึมเข้าสู่ร่างกายได้ แต่เดิมไม่จัดเป็นสารอาหาร เพราะไม่ให้พลังงานแก่ร่างกาย และไม่มีบทบาทต่อการทำงานของปฏิกิริยาชีวเคมีในร่างกายโดยตรง แต่ปัจจุบันพบว่า ไฟเบอร์มีบทบาทสำคัญมากต่อการมีสุขภาพที่ดี

หน้าที่หลักคือ การช่วยทำให้การขับของเสียจากตับที่ออกมาสู่ลำไส้มีประสิทธิภาพดียิ่งขึ้น ช่วยควบคุมการดูดซึมอาหาร ช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ช่วยกันดูดซับกรดน้ำดี ทำให้สามารถควบคุมระดับคอเลสเทอรอลในเลือด เป็นต้น

การกินอาหารที่มีกากใยอาหารน้อย จะทำให้มีความผิดปกติของทางเดินอาหาร เกิดอาการท้องผูก และมีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่มากขึ้น

การศึกษาวิจัยต่อเนื่องหลังปี พ.ศ.2523 ทางการแพทย์พบว่าความสัมพันธ์ของอาหารกับโรคต่างๆ ที่พบมากขึ้นเรื่อยๆ ในยุคโลกาภิวัตน์ เช่น โรคภาวะหลอดเลือดเสื่อม ทำให้เกิดโรคหัวใจ อัมพฤกษ์ อัมพาต โรคมะเร็ง โรคเบาหวาน โรคความเสื่อมชรา เป็นต้น

2. อาหารเสริม หรืออาหารสุขภาพ
อาหารเสริม บางคนใช้ศัพท์ diet supplement
อาหารสุขภาพ บางคนใช้ศัพท์ junctional food

อาหารเสริมหรืออาหารสุขภาพคือ อาหารที่ประกอบด้วยสารก่อให้เกิดประโยชน์ต่อร่างกาย นอกเหนือจากอาหารหลักทั้ง 6 ประเภทที่กล่าวมาแล้ว ซึ่งเชื่อว่าจะช่วยป้องกันและลดอัตราเสี่ยงต่อการเกิดโรคต่างๆ
ความเชื่อเรื่องอาหารเสริมสุขภาพ พัฒนามาจากความรู้ทางโภชนาการ ร่วมกับเทคโนโลยีอาหาร ความรู้สุขภาพและการแพทย์สมัยใหม่ หรือการผสมผสานการศึกษาวิจัยการแพทย์แบบภูมิปัญญา ผสมผสานกันทำให้เกิดการดัดแปลง ปรุงแต่ง ทำให้ได้สารอาหารที่มีคุณค่าโภชนาการสูง กลายเป็นผลิตภัณฑ์สำเร็จรูปที่ง่าย สะดวกต่อการกิน และกลายเป็นทางเลือกหนึ่งของการดูแลสุขภาพเชิงป้องกันและลดความเสี่ยงของการ เกิดโรค อย่างไรก็ตาม ความเชื่อเรื่องอาหารเสริม ยังไม่เป็นที่ยอมรับของแพทย์แผนปัจจุบัน ซึ่งเป็นกระแสหลักของสังคมไทยที่ยึดกับความเชื่อเรื่องอาหารหลัก 6 หมู่เป็นสำคัญ

3. อาหารที่มีหน้าที่เป็นยา (โภชนเภสัชภัณฑ์)
ศัพท์ฝรั่งเรียกอาหารที่ทำหน้าที่เป็นยาว่า nutraceutical มาจากคำว่า nutritional หมายถึงโภชนาการ กับคำว่า pharmaceutical หมายถึงยา บางท่านใช้ราก-ศัพท์มาตั้งชื่อเป็นโภชนเภสัชภัณฑ์ ซึ่งยังไม่ใช่ชื่อที่บัญญัติเป็นทางการ

อาหารที่มีหน้าที่เป็นยาเป็นสารสกัดจากพืชสมุนไพรหรือผลิตภัณฑ์ธรรมชาติรวมถึงสารอาหารหลัก ตัวอย่างเช่น

1. สารสกัดจากพืชและสมุนไพรที่ไม่ใช่สารอาหารหลักกลุ่มไฟโทเคมิคอล (phytochemicals)

  • ไฟโทเอสโทรเจน ฟลาโวนอยด์
  • โพรไบโอติด พรีไบโอติก
  • กลุ่มไกลโคไซด์
  • แคโรทีนอยด์ เป็นสารธรรมชาติที่พบในพืชผักผลไม้ สีส้ม เหลือง แดง

2. กลุ่มอาหารที่มีหน้าที่เป็นยาที่สกัดจากสาร อาหารหลัก เช่น วิตามินซี วิตามินอี บีตาแคโรทีน แคลเซียม ธาตุเหล็ก ซิลิคอน โบรอน ไฟเบอร์ ซีลีเนียม เป็นต้น

จากข้อมูลต่างๆ และแนวโน้มของการเกิดโรคสมัยใหม่ พบว่าสาเหตุสำคัญอันหนึ่งคือ ความเสียสมดุล ในการกินอาหารโดยเฉพาะสังคมเมือง (ปัจจุบันลุกลาม ไปชนบท ที่โลกาภิวัตน์ย่างกรายไปถึง)

แนวโน้มการกินอาหารที่หนักไปทางไขมัน น้ำตาล แป้ง และเกลือ (ความเค็ม) (ซึ่งดูได้จากอาหารแบบตะวันตก รวมถึงของขบเคี้ยวที่เป็นแป้ง เค็ม มีสารปรุงแต่งรสจำนวนมาก) ทำให้ได้รับสารเคมีหรือสิ่งแปลกปลอมเข้าสู่ร่างกาย เกิดความเสียสมดุลทางโภชนาการ ขาดวิตามิน เกลือแร่ ไฟเบอร์ ก่อให้เกิดการสะสมไขมัน เกิดการสะสมสารพิษ เกิดอนุมูลอิสระ เกิดความเสื่อมของหลอดเลือดและระบบต่างๆ ของร่างกาย ซึ่งเป็นสาเหตุของความเสื่อมชรา โรคมะเร็ง โรคหลอดเลือดหัวใจและสมอง นี้ยังไม่รวมถึงปัจจัยอื่นๆ เช่น น้ำ เครื่อง-ดื่ม อากาศ ความเครียด การพักผ่อน การออกกำลังกาย ซึ่งล้วนเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ก่อให้เกิดการเสียสมดุลของร่างกายทั้งสิ้น ด้วยการศึกษาวิจัย และเทคโนโลยีทางอาหารในการแยกส่วนหรือสกัดสารที่ไม่ใช่อาหารหลัก (หรือที่เรียกว่าไฟโทเคมิคอล) แต่เป็นสารชีวเคมีของสิ่งมีชีวิตที่มีบทบาทในการปรับสมดุล และมีฤทธิ์ทางยาด้วย

ความพยายามผลิตอาหารเสริมสุขภาพ หรืออาหารที่มีหน้าที่เป็นยา โดยถือหลักเติมเต็มสิ่งที่ขาดไปในวิถีชีวิตของโลกาภิวัตน์ แล้วยังเติมสารสกัดธรรมชาติ ที่เชื่อว่าจะช่วยขจัดและป้องกันความเสื่อมของเซลล์ร่างกาย โดยเฉพาะกลุ่มขจัดอนุมูลอิสระ กลุ่มต้านมะเร็ง กลุ่มป้องกันการเสื่อมของหลอดเลือด กลุ่มควบคุมการเผาผลาญน้ำตาลและไขมัน มาจากอาหาร หรือพืชสมุนไพรที่เป็นภูมิปัญญาสั่งสมกันมานาน

บทความนี้เป็นลิขสิทธิ์ของ นายแพทย์วิทวัส (ภาสกิจ) วัณนาวิบูล แห่ง มูลนิธิหมอชาวบ้าน ซึ่งเว็ป LoveYouPlaza.com ได้ขออนุญาตในการลงเผยแพร่เพื่อเป็นวิทยาทานเรียบร้อยแล้ว ทีมงาน LoveYouPlaza.com ขอขอบคุณคุณหมออย่างสูงมา ณ โอกาสนี้ด้วย
yinyang

ดาวไม่ได้ใช้งานดาวไม่ได้ใช้งานดาวไม่ได้ใช้งานดาวไม่ได้ใช้งานดาวไม่ได้ใช้งาน

ระบบการย่อย การดูดซึมอาหารไม่มีระเบียบ ไร้กฎเกณฑ์ เกิดจากการกินอาหารจุบจิบ ตามอารมณ์

เทคนิคการกินอาหารเพื่อสุขภาพ

1. การกินข้าวต้มหรือโจ๊ก

เหมาะเป็นอาหารมื้อเช้าสำหรับคนที่มีระบบการย่อยและดูดซึมไม่ค่อยดี ช่วงตื่นนอนตอนเช้า ระบบการย่อยอาหารของเรา เพิ่งจะเริ่มทำงาน (หลังจากพักมาตลอดทั้งคืน) ให้ดื่มน้ำ หลังตื่นนอนทันที 1-2 แก้ว เพื่อกระตุ้นระบบย่อยอาหาร พลังลมปราณที่ไหลผ่านเส้นลมปราณ กระเพาะอาหาร ม้าม สูงสุดในช่วง 07.00-09.00 น. และ 09.00-11.00 น. ตามลำดับ เราจึงควรกินอาหารเช้าที่มีลักษณะ ย่อยง่ายในช่วงเวลาดังกล่าว

2. กินเมื่อยังไม่รู้สึกหิว และหยุดเมื่อเริ่มอิ่ม

ไม่ควรปล่อยให้หิวจัดเกินไป เพราะจะทำลายพลังของกระเพาะอาหาร และไม่ควรกินอาหารอิ่มเกินไป เพราะจะทำลายสมรรถภาพการย่อยและการดูดซึม ทำให้อาหารตกค้างเป็นของเสีย ควรหยุดกินอาหารเมื่อมีความอิ่ม ร้อยละ 70-80

3. อาหารมื้อเช้าต้องดี มื้อเที่ยงต้องอิ่ม มื้อเย็นต้องน้อย
ปริมาณอาหารมื้อเช้า ร้อยละ 30-40 มื้อเที่ยง ร้อยละ 40-50 มื้อเย็น ร้อยละ 20-30

4. ควรกินอาหารตามมื้อหลัก ตามเวลา
ไม่ควรกินอาหารว่างหรือกินจุบจิบ ไม่มีกฎเกณฑ์ กินตามอารมณ์ เพราะทำให้ระบบการย่อยและดูดซึมอาหารไม่มีระบบระเบียบ ไร้กฎเกณฑ์ เช่นเดียวกัน

5. ไม่กินอาหารที่มีรสชาติซ้ำซากเป็นเวลานาน

รสเปรี้ยว วิ่งเส้นตับ ถ้ากินมากจะกระทบระบบย่อย และดูดซึมอาหาร โดยเฉพาะคนที่เป็นโรคกระเพาะอาหาร
รสเผ็ด วิ่งเส้นปอด กระจาย กระตุ้นการไหลเวียน เลือด รสเผ็ดมากจะกระทบกระเทือนตับ ทำให้เส้นเอ็นหดตัว
รสหวาน วิ่งเส้นม้าม เสริมร่างกาย ลดการปวดเกร็งกล้ามเนื้อ แต่ทำให้สะสมความร้อนและชื้นในร่างกาย เกิดการตกค้างของอาหารและของเสียได้ง่าย
รสเค็ม วิ่งเส้นลมปราณไต รสเค็มทำให้ก้อนนิ่ม ช่วยระบาย แก้ท้องผูก การกินเค็มมากเกินไปจะกระทบกระเทือนหัวใจ ทำให้หลอดเลือดหดตัว ความดันสูง
รสขม วิ่งเส้นลมปราณหัวใจ มีสรรพคุณขจัดร้อน สลายไฟ ลดไฟหัวใจที่แกร่ง (นอนไม่หลับ ฝันบ่อย แผลร้อนในปาก ลิ้นแดง) การกินรสขมมากเกินไปทำให้แห้งและระบบการย่อยอาหารอ่อนแอ


แพทย์แผนจีนกับอาหารและยา
แนวคิดเกี่ยวกับอาหารและยาของแพทย์แผนจีน มีดังนี้
1. อาหารและยามีแหล่งที่มาเดียวกัน ยามปกติหรือไม่รุนแรง ควรใช้อาหารแทนยา ยาใช้เพื่อรักษาโรค ไม่ควรกินนานโดยไม่จำเป็น
2. ต้องแยกแยะฤทธิ์ของอาหารและยา เป็นร้อน เย็น
3. ต้องสนใจว่ารสชาติของอาหารและยา มีผลต่อ อวัยวะภายในและกลไกการขึ้นลงของพลัง รวมถึงการเข้าสู่เส้นลมปราณต่างๆ ไม่เหมือนกัน
4. การเลือกกินอาหารไม่มีสูตรตายตัวเหมือนกันทุกคน ขึ้นกับสภาพความเป็นจริงของร่างกาย สภาพแวดล้อม (ภูมิประเทศ ภูมิอากาศ และเวลาที่เหมาะสม)
5. อาหารและยา มีแนวคิดใหญ่ๆ ในการปรับสมดุล โดยเน้นการขับปัจจัยก่อโรค (เสียชี่) และการสร้างเสริมบำรุงพลังพื้นฐานร่างกาย (เจิ้งชี่) และปรับกลไกการไหลเวียนเลือด
6. การเสริมสร้างภาวะสมดุล ต้องมีลักษณะองค์-รวม มองเห็นความสัมพันธ์เกี่ยวข้องของภาวะเสียสมดุล หลายๆ ด้านประกอบการพิจารณา เช่น จากผลกระทบของสิ่งแวดล้อม วิถีการดำเนินชีวิต อารมณ์ การพักผ่อน การนอนหลับ เพศสัมพันธ์ สภาพภูมิประเทศ อาหาร อากาศ ฤดูกาล เป็นต้น

บทความนี้เป็นลิขสิทธิ์ของ นายแพทย์วิทวัส (ภาสกิจ) วัณนาวิบูล แห่ง มูลนิธิหมอชาวบ้าน ซึ่งเว็ป LoveYouPlaza.com ได้ขออนุญาตในการลงเผยแพร่เพื่อเป็นวิทยาทานเรียบร้อยแล้ว ทีมงาน LoveYouPlaza.com ขอขอบคุณคุณหมออย่างสูงมา ณ โอกาสนี้ด้วย
yinyang

ดาวไม่ได้ใช้งานดาวไม่ได้ใช้งานดาวไม่ได้ใช้งานดาวไม่ได้ใช้งานดาวไม่ได้ใช้งาน

ประสบการณ์ต่อสู้เพื่อความอยู่รอด ทั้งจากโรคภัยไข้เจ็บและการดำรงชีพ ทำให้ก่อเกิดแนวคิดการดูแลสุขภาพในหลายๆ ด้านทัศนะแพทย์จีนต่ออาหารและยา การลองถูกลองผิดในการเสาะหาว่าอะไรคืออาหาร ทำให้มนุษย์ค้นพบยาในช่วงเวลาเดียวกัน พืชและสัตว์บางอย่างกินแล้วทำให้อาเจียน ท้องเสีย หมดสติ ทำให้รู้ว่าอะไรเป็นพิษ บางอย่างกินไปแล้วรู้สึกสดชื่น แข็งแรง ทำให้หายหรือบรรเทาจากการเจ็บป่วยก็จัดเป็นอาหารหรือยา คนจีนเรียกพืชที่มีคุณสมบัติทางยาว่า "เปิ๋นเฉ่า" และเป็นที่มาของ "อาหารและยามีแหล่งที่มาเดียวกัน"

วิวัฒนาการในการใช้อาหารเป็นยาของจีนมีมาช้านานกว่า 3,000 ปี ตัวอย่าง เช่น

  • ราชวงศ์ ซาง (1600-1100 ก่อนคริสต์ศักราช) มีเสนาบดีชื่อ ยี่ยิน มีความเชี่ยวชาญในการปรุงอาหารเพื่อการรักษา ได้เขียนหนังสือชื่อ ทัวเย่ลุ่น
  • ราชวงศ์โจว (1100-221 ก่อนคริสต์ศักราช) มีการจัดแบ่งฝ่ายแพทย์เป็น 4 ฝ่าย ซึ่งมีการแพทย์ฝ่ายโภชนาการรวมอยู่ด้วย มีหน้าที่รับผิดชอบปรุงอาหารเพื่อการรักษาโรคและบำรุงร่างกาย
  • ราชวงศ์สุย-ถัง (ค.ศ.581-907) แพทย์จีนชื่อดัง ซุนซือเหมี่ยว ได้เขียนหนังสือชื่อ เชียนจินเอี้ยวฝาง ซึ่งมีบทที่เกี่ยวข้องกับ "โภชนบำบัด" บางข้อความกล่าวถึงบทบาทของยาและอาหาร เช่น ฤทธิ์ของยารุนแรง เปรียบเสมือนการใช้กำลังทหาร ซึ่งเป็นการทำลาย เกิดความเสียหายง่าย แต่การใช้อาหารมีความนุ่มนวลกว่า อาหารสามารถขจัดเสียชี่ (สิ่งก่อโรค) บำรุงอวัยวะภายใน ผ่อนคลายจิตอารมณ์ทำให้เลือดและพลังไหลคล่อง ถ้าจะรักษาโรคให้ใช้อาหารรักษาก่อน ถ้ารักษาด้วยอาหารไม่หาย จึงค่อยพิจารณาการใช้ยา
    ซุนซือเหมี่ยว พบว่า
    1. การกินข้าวกล้องช่วยรักษาโรคเหน็บชาได้
    2. อาหารสาหร่ายทะเลสีน้ำตาลและต่อมไทรอยด์จากสัตว์รักษาโรคคอพอก
    3. ตับของสัตว์รักษาตามัวในที่มืด
    4. รกสัตว์ใช้รักษาวัณโรค
  • ราชวงศ์ถัง เหมิ้งสี่ ได้เขียนตำราเกี่ยวกับโภชนบำบัด เล่มแรก ชื่อ "สือเหลียวเปิ่นเฉ่า"
  • ราชวงศ์ หยวน (ค.ศ.1260-1368) พ่อครัวเอกของราชสำนัก ฮู-ซือ-ฮุ่ย ในปี ค.ศ. 1330 ได้เขียนหนังสือตำราเกี่ยวกับโภชนบำบัด เล่มสมบูรณ์เนื้อหาเกี่ยวข้องกับสุขอนามัยการบริโภค ตำรับอาหารเพื่อการรักษาโรค ชื่อ ยิ่น-ซ่าน-เจิ้ง-เอี้ย
  • ราชวงศ์หมิง (ค.ศ.1268-1644) หลี่สื่อเจิ่น (พ.ศ.2061-2136) ผู้เขียน เปิ่นเฉ่ากัวมู่ ได้กล่าวถึงสมุนไพรที่เป็นพืชและสัตว์อยู่รวมกันกว่า 1,892 ชนิด สมุนไพรบางชนิดใช้เป็นอาหารในชีวิตประจำวันได้

ลักษณะพิเศษของอาหารและยา
ลักษณะพิเศษของอาหารและยา ตามทัศนะแพทย์ แผนจีน
1. อาหารและยามีคุณสมบัติทั้ง 4 คือเย็น ค่อนข้างเย็น อุ่น ร้อน
2. อาหารและยา มีรสทั้ง 5 คือ หวาน เผ็ด เปรี้ยว ขม เค็ม (รสจืดจัดอยู่ในหวาน รสฝาดจัดอยู่ในเปรี้ยว)
3. อาหารและยามีการเข้าเส้นลมปราณ หรือเข้าสู่อวัยวะภายในที่แน่นอน
4. อาหารและยามีกำหนดกลไกการเคลื่อนที่พลังของร่างกาย (การขึ้น-ลง เข้าใน ออกนอก)

จุดเด่นของการป้องกันและรักษาของแพทย์แผนจีน


การแพทย์จีนมีจุดเด่นที่น่าสนใจดังนี้

1. การปรับปรุงสมดุลแบบองค์รวม

กลไก การเกิดโรค เกิดจากพลังพื้นฐานของร่างกาย (เจิ้งชี่ ) อ่อนแอ ปัจจัยก่อโรค (เสียชี่) แข็งแกร่งกว่า การปรับสมดุลจึงมุ่งเน้น 2 ด้าน คือการขจัดเสี่ยชี่ และบำรุงเจิ้งชี่ ปรับสมดุลยินหยาง มองความสัมพันธ์เชื่อมกันของส่วนต่างๆ ของร่างกาย รวมถึงสิ่งแวดล้อมและวิถีการดำเนินชีวิตด้วย

2. การวินิจฉัยแยกแยะสภาพผู้ป่วย

เนื่อง จากพื้นฐานร่างกาย ภูมิประเทศ สภาพแวดล้อมของแต่ละปัจเจกชนต่างกัน การเลือกใช้อาหารหรือ ยาให้เหมาะสม จึงต้องอาศัยการวินิจฉัยแยกแยะสภาพ ที่เป็นจริงจึงจะทำให้เกิดผลดีต่อสุขภาพ แพทย์จีนในวิธีการวินิจฉัยทั้ง 4 มอง ดม ฟัง ถาม จับสัมผัส มีหลักการวินิจฉัยที่คุ้นเคยกันมากคือ หลักปา-กัง-เปี้ยน-เจิ้ง คือจำแนกร้อน-เย็น, นอก-ใน, พร่อง-แกร่ง, ยิน-หยาง นำมาสรุปลักษณะองค์รวมใหญ่ๆ เพื่อกำหนด แนวทางการรักษา

บทความนี้เป็นลิขสิทธิ์ของ นายแพทย์วิทวัส (ภาสกิจ) วัณนาวิบูล แห่ง มูลนิธิหมอชาวบ้าน ซึ่งเว็ป LoveYouPlaza.com ได้ขออนุญาตในการลงเผยแพร่เพื่อเป็นวิทยาทานเรียบร้อยแล้ว ทีมงาน LoveYouPlaza.com ขอขอบคุณคุณหมออย่างสูงมา ณ โอกาสนี้ด้วย
yinyang

ดาวไม่ได้ใช้งานดาวไม่ได้ใช้งานดาวไม่ได้ใช้งานดาวไม่ได้ใช้งานดาวไม่ได้ใช้งาน
ตลาดผลิตภัณฑ์อาหารเพื่อสุขภาพในประเทศที่พัฒนาทั่วโลก มีมูลค่ามหาศาลจากตัวเลขปี พ.ศ.2546 ของนิตยสาร Young ในสหรัฐอเมริกา มีมูลค่า 15,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 6 แสนล้านบาท) และมีแนวโน้มสูงขึ้นทุกปี รวมถึงตลาดในประเทศไทยด้วย เนื่องจากความตื่นตัวทางด้านสุขภาพ โดยเฉพาะ กลุ่มโรคหลอดเลือดหัวใจ โรคมะเร็ง โรคของความเสื่อม ชรา เป็นปัญหาที่ค่อยๆ เกิดจากการสะสมความเสียสมดุลอย่างต่อเนื่อง และจะบังเกิดผลเมื่อถึงจุดหนึ่ง ซึ่งมักยากแก่การเยียวยา และมีต้นทุนการรักษาที่สูงลิ่ว

ความคิดในเชิงป้องกันและลด ความเสี่ยงของการเกิดโรคได้เกิดทฤษฎีใหม่ๆ ขึ้นมากมาย และมีการผลิตอาหารเพื่อสุขภาพตอบสนองความต้องการของผู้บริโภค ทั้งทางด้านรสชาติ ความทันสมัย ความสะดวกสบาย อันเหมาะสมกับสภาพของคนไทยในสังคมโลกาภิวัตน์ ที่ไม่ค่อยมีเวลาดูแลสุขภาพตนเองแบบธรรมชาติ การใช้จ่ายบริโภคเพื่อสุขภาพที่ดี ด้วยอาหารสุขภาพจึงเกิดขึ้นอย่างมากมาย

อีกด้านหนึ่งความรู้ภูมิปัญญาตะวันออก ไม่ว่าจะเป็นแพทย์แผนจีน แผนไทย อายุรเวท ฯลฯ ก็ได้รับการยอมรับมากขึ้น มีการศึกษาและพัฒนาองค์ความรู้อย่างต่อเนื่องและมีการปรับปรุงรูปแบบอาหาร และสมุนไพร ให้สอดคล้องกับสภาพสังคมควบคู่กันไป แต่ก็ไม่ร้อนแรงเหมือนตลาดอาหารเสริมที่มีความก้าวหน้า ทันสมัย ทั้งในแง่การศึกษาวิจัย (เงินลงทุน) และเทคโนโลยี การตลาด ทำให้ระยะ 10 ปีต่อจากนี้ไป การพยายามผนวกภูมิปัญญาตะวันออก ในด้านอาหารหรืออาหารที่มีผลทางยาเข้าไปในผลิตภัณฑ์อาหารเพื่อสุขภาพตลาด สุขภาพโดยเฉพาะกลุ่มผลิตภัณฑ์อาหารเพื่อสุขภาพจะมีมูลค่าเพิ่มขึ้น อย่างมหาศาล ความคิดเห็นต่อผลิตภัณฑ์อาหารเพื่อสุขภาพที่มีอยู่เกลื่อน กลาดในท้องตลาด มากกว่า 1 พันบริษัท มี ทั้งผู้ที่เห็นด้วยและคัดค้าน เนื่องจากบางครั้งมีการโฆษณาสรรพคุณที่เกินความเป็นจริง ทำให้คนหลงเชื่อ หรือไม่ก็ปฏิเสธไปเลย โดยไม่พิจารณาคุณค่าที่เป็นจริงของผลิตภัณฑ์ ราคาที่เสนอขายก็สูงเกินไปจนมองว่าเป็นเรื่องทางธุรกิจมากกว่า จากประสบการณ์ดูแลผู้ป่วยด้วยศาสตร์แพทย์แผนจีนและแผนปัจจุบัน ทำให้มีความต้องการถ่ายทอด และใช้หลักการวิเคราะห์ แยกแยะ แนวคิดเกี่ยวกับอาหารเพื่อสุขภาพ โดยเปรียบเทียบ เพื่อจุดประเด็นมุมมองจากภูมิปัญญาตะวันออกสู่โลกาภิวัตน์

แน่นอนว่าข้อคิดเห็นนี้เป็นข้อคิดเห็นส่วนตัว จุดอ่อน ข้อบกพร่อง ท่านผู้รู้สามารถให้คำชี้แนะและวิพากษ์วิจารณ์ได้


ความเห็นที่แตกต่าง
มุมมองเรื่องอาหารสุขภาพมีหลายอย่าง ซึ่งมีทั้งที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย

1. กลุ่มที่ไม่เห็นด้วย

มองว่าเป็นของฟุ่มเฟือย เกินจำเป็น เป็นการโฆษณาเกินจริง เป็นเรื่องเชิงพาณิชย์ เน้นบริโภคนิยม ทำให้เกิดการตื่นกลัว เพื่อกระตุ้นการขาย กลุ่มนี้เชื่อว่าการกินอาหารครบหมู่ ออกกำลังกาย พักผ่อนเพียงพอ ไม่เครียด ฝึกจิตสมาธิ เป็นต้น ก็มี ความเพียงพอแล้ว ไม่จำเป็นต้องไปเสียเงินตามคำโฆษณา กลุ่มนี้มีความเชื่อจากแนวคิดแผน ตะวันตกแบบดั้งเดิมอย่างเหนียวแน่น รวมถึงผู้ที่ยึดมั่นในแนวทางธรรมชาติ การพึ่งตนเอง ที่มักแสวงหาอาหารรูปแบบ ธรรมชาติตามท้องถิ่นและฤดูกาล เนื่องจากประหยัด เรียบง่าย โดยไม่ยอมตกเป็นเครื่องมือของกระแสบริโภคนิยม

2. กลุ่มที่เห็นด้วย

กลุ่มนี้มองว่ามีความจำเป็น เพราะอาหารเพื่อสุขภาพสามารถป้องกันและลดความเสี่ยงของการเกิดโรค รวมถึงบางครั้งสามารถนำมารักษาโรคได้ เป็น "โภชนเภสัชภัณฑ์" ดังตัวอย่างของนายแพทย์เรย์ ดี สแตรน (Ray D. Strand) ที่เขียนหนังสือชื่อ "เมื่อคุณหมอ ไม่รู้จักสารอาหารเสริมบำบัดโรค ความตายอาจกำลังครอบงำคุณ" (What your doctor doesn't know about nutritional medicine may be killing you) ซึ่งท่านเชื่อเรื่องภาวะอนุมูลอิสระที่เกิดขึ้นในร่างกายจากสภาวะสังคม อาหาร อากาศ ความเครียด และสารพิษต่างๆ ในยุคโลกาภิวัตน์ ทำให้เกิดภาวะ oxidative stress ซึ่งเป็นต้นเหตุของเสียสมดุลในระบบต่างๆ อย่างต่อเนื่อง นำมาซึ่งการเกิดโรคต่างๆ

การศึกษาวิจัยสมัยใหม่ มีข้อสนับสนุนความเชื่อในทฤษฎีนี้มากขึ้นเรื่อยๆ เป็นกระแสหลักของการผลิตอาหารเพื่อสุขภาพ นอกจากนี้ทฤษฎีความเชื่อเรื่องการลดลงของฮอร์โมนเจริญเติบโต (growth hormone) เป็นสาเหตุของความเสื่อมก็มีการศึกษาและพัฒนาเป็นอาหารเสริม สุขภาพกลุ่มที่รักสุขภาพที่เชื่อในแนวนี้มีอยู่จำนวนมาก เพราะเป็นแบบตะวันตก มีเหตุผลและการศึกษาวิจัยน่าเชื่อถือ มักเป็นพวกไม่ชอบยาเคมี ส่วนมากเป็นชนชั้นกลางและชั้นสูงในเมือง เป็นคนที่ทำงานตามสำนักงานต่างๆ ไม่มีเวลาดูแลตนเองตามแบบฉบับดั้งเดิม แต่พร้อมจะเจียดงบประมาณเพื่อการซื้ออาหารสุขภาพ เพราะสะดวก รสชาติดี รูปแบบสวย มีความทันสมัย สอดคล้องกับความต้องการของกลุ่มนี้ และแนวโน้มของคนกลุ่มนี้จะมีมากขึ้นเรื่อยๆ

บทความนี้เป็นลิขสิทธิ์ของ นายแพทย์วิทวัส (ภาสกิจ) วัณนาวิบูล แห่ง มูลนิธิหมอชาวบ้าน ซึ่งเว็ป LoveYouPlaza.com ได้ขออนุญาตในการลงเผยแพร่เพื่อเป็นวิทยาทานเรียบร้อยแล้ว ทีมงาน LoveYouPlaza.com ขอขอบคุณคุณหมออย่างสูงมา ณ โอกาสนี้ด้วย
yinyang

ดาวไม่ได้ใช้งานดาวไม่ได้ใช้งานดาวไม่ได้ใช้งานดาวไม่ได้ใช้งานดาวไม่ได้ใช้งาน
ผู้ป่วยบางคนรักษากับแพทย์แผนปัจจุบันตั้งนาน เลยคิดอยากจะเปลี่ยนไปหาแพทย์ทางเลือกอย่างเช่นแพทย์แผนจีน พอไปปรึกษาแพทย์มักจะได้คำตอบว่า "ไม่ ควรไปหา เพราะยาจีนไม่ว่าจะเป็นผง แคปซูล หรือเป็นสมุนไพร มักมีส่วนผสมยาสตีรอยด์ กินแล้วระยะแรกจะดีขึ้น แต่ใช้ไปนานๆ จะมีผลแทรกซ้อนเป็นอันตราย"

ผู้ป่วยบางคนมาหาหมอจีน เมื่อหมอจ่ายยาสมุนไพรให้ผู้ป่วยบางคนจะถามหมอว่า "คุณหมอค่ะ ยาสมุนไพรจีนมีสตีรอยด์หรือเปล่า ที่บ้านเขาไม่สนับสนุน เพราะกลัวใส่สตีรอยด์แล้วเป็นอันตราย"

หลายเดือนก่อนมีผู้ป่วยรายหนึ่งไปออกรายการโทรทัศน์ให้สัมภาษณ์ในรายการดังกระจายไปทั่ว ประเทศว่า ได้ไปรักษาด้วยยาสมุนไพรจีน 2-3 เดือน เกิดอาการไม่พึงประสงค์หลายอย่าง เช่น เบาหวาน โรคอ้วน ซึ่งสรุปว่าเป็นเพราะยาสมุนไพรจีนมีสตีรอยด์หรือผสมสตีรอยด์เข้าไป ทำให้เกิดโรคที่เรียกว่า คุชชิง (กลุ่มอาการ คุชชิง หรือ Cushing's syndrome)

การประชุมวิชาการประจำปีของแพทย์แผนจีน ครั้งที่ 2 ระหว่างวันที่ 28-29 เมษายน 2548 ได้จัดให้มีการอภิปรายในหัวข้อ "สตีรอยด์ในสมุนไพรจีน" มีผู้เชี่ยวชาญจากกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ เภสัชกรหญิงทัศนีย์ โชคเจริญรัตน์ จากสถาบันการแพทย์ไทย-จีน เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เภสัชกรหญิง เย็นจิตร เตชะดำรงสิน และแพทย์จีนมานพ เลิศสุทธิรักษ์ โดยมีผู้เขียนเป็นผู้ดำเนินการอภิปราย จุดมุ่งหมายเพื่อช่วยกันหาข้อสรุปใน เรื่องยาสมุนไพรจีนกับสตีรอยด์ที่เป็นประเด็นค้างคาใจประชาชน และบรรดาแพทย์แผนจีนที่ได้รับใบอนุญาตประกอบโรคศิลปะตลอดจนผู้สนใจทั้งหลาย


1. สตีรอยด์คืออะไร สร้างจากไหน

สตีรอยด์เป็นสารประกอบอินทรีย์อย่างหนึ่ง (สร้างในสิ่งมีชีวิต) มีโครงสร้างทางเคมีที่แน่นอน แต่อาจมีรายละเอียดแตกต่างกันไป มีสารตั้งต้นในการสังเคราะห์จากโคเลสเตอรอล (cholesterol) สตีรอยด์ที่สำคัญสร้างจากต่อมหมวกไตส่วนเปลือก (adrenalcortex) และ ต่อมรังไข่และอัณฑะที่สำคัญได้แก่ ฮอร์โมนอัลโดสเตอโรน (aldosterone hormone) ฮอร์โมนคอร์ติซอล (cortisol hormone) ฮอร์โมนเพศ (sex hormone) ได้แก่ ฮอร์โมนเพศชาย (testosterone) และฮอร์โมนเพศหญิง (progesterone และ estrogen)

กระบวนการสร้างฮอร์โมนมักเกี่ยวข้องกับการทำงานของสมองส่วนบนตั้งแต่ ไฮโพทาลามัส(hypothalamus) พิทูอิทารี (pituitary) ที่จะส่งฮอร์โมนไปกระตุ้นต่อมหมวกไต หรือต่อมเพศ หมายความว่า ในยามปกติร่างกายมนุษย์ก็มีสตีรอยด์หลายอย่างที่สร้างขึ้นมาเพื่อการทำงาน ของระบบต่างๆ ของร่างกาย เพื่อให้เกิดการสมดุลในการดำเนินชีวิต

2. สตีรอยด์สังเคราะห์ หรือที่มนุษย์สร้างขึ้นแล้วเอาเข้าไปในร่างกายหวังผลอะไร ส่วนมากเป็นสตีรอยด์ตัวไหน

สตีรอยด์ที่มีการตั้งใจบริโภค หรือใส่ผสมในยามีหลายตัว เช่น
ก. ฮอร์โมนเพศชายเทสโตสเตอโรน (testosterone) เพื่อกระตุ้นการสร้างกล้ามเนื้อ หรือกระตุ้นความเป็นผู้ชายทางเพศ

ข. ฮอร์โมนที่ใช้ในการรักษาโรคพวกอักเสบ ภูมิแพ้ ปวดข้อ แก้หอบ ได้แก่ กลุ่มที่คล้ายฮอร์โมนคอร์ติซอล (cortisol) จากต่อมหมวกไตส่วนเปลือก ได้แก่ เพร็ดนิโซโลน (prednisolone) เดกซ่าเมทาโซน (dexamethasone)

ความจริงทั้ง 2 กลุ่ม เป็นยาที่สามารถนำมาใช้ในการรักษาโรคหลายอย่าง เช่น ภาวะไขกระดูกถูก กดการสร้างเม็ดเลือด ภาวะภูมิต้านตัวเอง (auto-immune disease) โรคผิวหนัง โรคหืด เป็นต้น แต่ต้องอยู่ภายใต้การควบคุมของแพทย์อย่างจริงจัง และต้องมีความพยายามจะต้องลดขนาดปริมาณและระยะเวลาการใช้ เพื่อให้เกิดผลแทรกซ้อนน้อยที่สุด มีคนพยายามเอาสตีรอยด์เพร็ดนิโซโลน หรือเดกซ่าเมทาโซน ซึ่งคล้ายกับคอร์ติซอลจากต่อมหมวกไตส่วนเปลือก แต่มีขนาดแรงกว่า (เพร็ดนิโซโลนแรงกว่า = 4 เท่า, เดกซ่าเมทาโซนแรงกว่า = 20 - 30 เท่า) เติมเข้าไปในยาสมุนไพร ซึ่งมักจะเป็นยาลูกกลอน ยาผง ยาแคปซูล เพื่อหวังผลให้มีฤทธิ์ในการลดการอักเสบ การปวดเอ็นที่ให้ผลเฉียบพลัน เพื่อผลประโยชน์ทางการค้าเป็นหลัก โดยไม่คำนึงถึงผลที่เกิดขึ้นในระยะยาว และเป็นยาราคาถูก หาซื้อได้ง่ายตามท้องตลาด เจ้าหน้าที่สาธารณสุขที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้สรุปให้ฟังว่า คนที่ใส่สตีรอยด์เข้าไปในยามักไม่ใช่หมอ และหมอที่มีความรู้ หรือหมอจริงก็ไม่ใส่สตีรอยด์สังเคราะห์ในยาสมุนไพร เพราะผิดกฎหมาย ผิดจริยธรรม และถูกเพิกถอนใบอนุญาตได้

3. การสังเคราะห์คอร์ติซอล (ฮอร์โมนจากต่อมหมวกไตส่วนเปลือกที่มีฤทธิ์คล้ายเพร็ดนิโซโลน) ของร่างกายมีกลไกอย่างไร
เมื่อมีความเครียด ภาวะบีบคั้น หรือมีการอักเสบเกิดขึ้นจะกระตุ้นการหลั่งฮอร์โมน CRF จากไฮโพทาลามัส ซึ่งจะไปกระตุ้น การหลั่งฮอร์โมน ACTH จากต่อม พิทูอิทารี (pituitary) เพื่อไปกระตุ้นต่อมหมวกไตส่วนเปลือก (adrenal cortex) เพื่อให้ร่างกาย หลั่งฮอร์โมนกลูโคคอร์ติคอยด์ (glucocorticiod) เพื่อให้เกิดการเผาผลาญพลังงานมากขึ้น เพื่อต่อสู้กับสิ่งมากระตุ้น

4. ประโยชน์ของสตีรอยด์คืออะไร

คอร์ติซอลจะหลั่งมากเมื่อมีภาวะความเครียด ขณะออกกำลังกาย ขณะอดอาหาร เมื่อต้องการใช้พลังมากขึ้น โดยจะกระตุ้นให้มีการสลายคาร์โบไฮเดรต ไขมัน โปรตีน ออกสู่กระแสเลือดให้มากขึ้น และจะมีการสะสมที่ตับมากขึ้น (มักหลั่งออกมาพร้อมฮอร์โมนอื่นๆหลายตัว)

ประโยชน์ที่ใช้ทางคลินิก

  • เพิ่มพลังงานเมื่อต้องเจอภาวะเครียดรุนแรง ทั้งทางร่างกาย จิตใจ เช่น ภาวะช็อก
  • ลดการอักเสบ
  • หยุดปวด
  • ผิวหนังอักเสบ
  • สมองบวม
  • ลดอาการหอบหืดหยุดการปวดข้อ เอ็น
  • กดภูมิคุ้มกัน ยับยั้งอาการของโรคภูมิแพ้ ตัวเอง
  • ใช้กดภูมิในกรณีเปลี่ยนถ่ายอวัยวะ
  • ลดความเครียด เจริญอาหาร

5. โทษของสตีรอยด์คืออะไร

สตีรอยด์ธรรมชาติ หรือสตีรอยด์สังเคราะห์ ถ้ามีน้อยเกินไปหรือมากเกินไปมีโทษทั้งสิ้น การใช้สตีรอยด์นานๆ จะเกิดโทษคือ

  • ภูมิคุ้มกันลดลง ติดเชื้อง่าย
  • เกิดไขมันในเลือดสูง
  • เกิดเบาหวาน เนื่องจากน้ำตาลในเลือดสูง
  • กระดูกพรุน เพราะไปลดการดูดซึมแคลเซียม และทำให้แคลเซียมออกจากกระดูก
  • เกิดภาวะความดันเลือดสูง
  • โอกาสเกิดโรคหัวใจวายสูง
  • โอกาสเกิดโรคหลอดเลือดในสมองแตก ตีบ
  • บวมน้ำ
  • เป็นสิว
  • แผลในกระเพาะอาหาร
  • โรคตับ มะเร็งตับ
  • ไตฝ่อ
  • โรคนอนไม่หลับ โรคจิตประสาท

6. ยาสมุนไพรจีนมีสตีรอยด์จริงหรือ

ยาสมุนไพรหลายชนิดมีส่วนประกอบของสตีรอยด์ธรรมชาติเป็นส่วนประกอบหนึ่ง แต่มีปริมาณที่น้อยมากเมื่อเทียบกับสตีรอยด์สังเคราะห์ เช่น เขากวางอ่อน มีสารออกฤทธิ์คล้ายเทสโตสเตอโรนที่สร้างจากต่อมอัณฑะ มีฤทธิ์กระตุ้นการสร้างเม็ดเลือดแดง เม็ดเลือดขาว และเกล็ดเลือด ช่วยการทำงานของหัวใจ ทำให้แผลหายเร็ว

ข้อสังเกต

  1. ในสมุนไพรตัวเดียวจะมีสารออกฤทธิ์มากมายหลายตัว อาจมีตัวหลักตัวเดียว แต่มีตัวอื่นไปช่วยเสริมฤทธิ์ในการควบคุมพิษในตัว
  2. ในทางปฏิบัติ แม้ว่าจะมีสารออกฤทธิ์เด่นตัวเดียว แต่เวลาใช้ในผู้ป่วยมักจะต้องใช้สมุนไพรตัวอื่นประกอบกันเป็นตำรับยา เพื่อเสริมฤทธิ์ ลดผลข้างเคียงทำลายพิษ เพื่อผลการรักษาที่เหมาะสมแก่ผู้ป่วยแต่ละราย
  3. กระบวนการเตรียมยาสมุนไพรจีนเพื่อการใช้ นอกจากจะทำให้ยาแห้ง มีขนาด รสชาติที่เหมาะสม ยังมีวิธีการทำลายพิษ ลดพิษของยาสมุนไพร หรือทำให้ฤทธิ์ไม่พึงประสงค์ลดลง เสริมฤทธิ์ที่ต้องการ มีการเตรียมยาเพื่อให้ยาเข้าสู่เป้าหมายที่ต้องการ
อาหารและพืชโดยธรรมชาติจำนวนมากก็มีสารโครงสร้างคล้ายสตีรอยด์ แต่การกินการใช้ในชีวิตประจำวันไม่เกิดปัญหา เช่น ข้าวเจ้า ก็พบว่ามีสารคล้ายสตีรอยด์ ถ้าต้องการให้ออกฤทธิ์เหมือนสตีรอยด์ต้องสกัดเฉพาะ และใช้จำนวนมหาศาลซึ่งแทบเป็นไปไม่ได้ และไม่มีคนทำในทางปฏิบัติ ถ้าต้องการปริมาณมากจึงต้องทำการสังเคราะห์ขึ้นเอง ต้นทุนถูกกว่า ง่ายกว่า
"ดิฉันรู้ดีว่าคุณหมอ ไม่ได้ใส่สตีรอยด์สังเคราะห์เข้าไปในยาจีนหรอกคะ แต่อดสงสัยไม่ได้ว่าสมุนไพรจีนหลายตัวที่มีผลวิจัยพบว่า มีสตีรอยด์ธรรมชาติ ถ้าดิฉันกินเข้าไปจะสะสมทำให้อ้วนหรือเปล่า?

"เป็นเรื่องแปลก แม้ว่าจะพบสมุนไพรจำนวนมากในท้องตลาด ที่แอบใส่สตีรอยด์เข้าไป แต่มักจะหาแหล่งผลิตยาก เพราะผู้ผลิตจำหน่ายมักไม่ใช่หมอ (ผลิตเพื่อการค้า) และหมอที่มีความรู้จริงก็ไม่รู้จะใส่สตีรอยด์เข้าไปเพื่อเหตุผลใด เพราะผิดทั้งกฎหมายและจะถูกยึดใบอนุญาตประกอบโรคศิลปะได้ ที่สำคัญผู้ป่วยสามารถนำหลักฐานเพื่อร้องเรียนตัวหมอได้ง่าย เพราะมีเจ้าภาพที่เป็นตัวตน"

7.ยาสมุนไพรจีนที่มีสตีรอยด์ธรรมชาติน้อย มีฤทธิ์ไปกระตุ้นให้เกิดการสร้างสตีรอยด์ของร่างกายเองได้อย่างไร
หลักการที่ถูกต้อง ถ้าสตีรอยด์ที่สร้างโดยร่างกายเอง สามารถปรับการสร้างและผลิตให้เหมาะสมกับภาวะต่างๆ ของผู้ป่วยได้อย่างสมดุลนับว่าดีที่สุด ยาสมุนไพรจีนบางอย่าง ไม่ได้มีฤทธิ์สตีรอยด์โดยตรง แต่สามารถทำให้ร่างกายเกิดการสร้างสตีรอยด์ได้ดีในภาวะจำเป็น เช่น ปี พ.ศ. 2536 ในการแข่งขันกีฬาแห่งชาติของจีน พบว่านักวิ่งหญิงจีน 9 คน วิ่งทำลายสถิติโลก สร้างความแปลกใจแก่ผู้สังเกตการณ์ทั่วโลกซึ่งเชื่อว่าเป็นผลของการใช้สารสตี รอยด์อย่างแน่นอน ภายหลังตรวจสอบไม่พบสารสตีรอยด์ และนักกีฬาทุกคนก็ไม่มีอาการภายนอกที่แสดงออกของการใช้สตีรอยด์ โค้ชทีมได้เฉลยข้อข้องใจว่า มีการบำรุงสมุนไพร ตง-ฉง-เซี่ย-เฉ่า ซึ่งมีกลไกออกฤทธิ์ไปกระตุ้นพลังปอด ซึ่งพบว่าสมุนไพรตัวนี้มีบทบาทหลายด้าน เช่น แก้โรคหืด เพิ่มสมรรถภาพทางเพศ ป้องกันการติดเชื้อทางเดินหายใจทำให้ร่างกายมีพลัง ทั้งที่ไม่มีสารสตีรอยด์ธรรมชาติเป็นตัวประกอบหลัก แสดงว่าการออกฤทธิ์ต่อระบบอื่นๆ หลายระบบ หลายอวัยวะแล้วไปมีผลต่อการทำงานของต่อมหมวกไต ทำให้มีการสร้างฮอร์โมนออกมาได้ในยามที่ต้องใช้งานจำเป็นฤทธิ์แบบเดียวกัน ที่พบในโสมคนหรือโสมไซบีเรียที่มีผลต่อการเสริมพลังการทำงานของหัวใจ การควบคุมระดับ น้ำตาลในเลือด การเสริมการทำงานของต่อมหมวกไต

8. ข้อแตกต่างระหว่างการใช้สตีรอยด์สังเคราะห์กับการใช้ยาสมุนไพรจีนคืออะไร
  1. สตีรอยด์สังเคราะห์มักมีขนาดและความแรงมากกว่าสตีรอยด์ธรรมชาติมาก เมื่อใช้ไประยะเวลาเกินกว่าสัปดาห์ จะเริ่มเกิดอาการต่างๆ ให้เห็นได้ ถ้าใช้นานยิ่งอันตราย
  2. สตีรอยด์จากสมุนไพร มักมีขนาดต่ำและมีสารอื่นๆ อีกหลายตัวเป็นส่วนประกอบในสมุนไพรตัวนั้น การออกฤทธิ์หรือเกิดผลข้างเคียงใช้เวลานานกว่ากันมาก ไม่ได้เน้นปริมาณสตีรอยด์เพื่อการรักษา สังเกตได้จากการจำกัดขนาดยาที่ใช้
  3. สมุนไพรส่วนใหญ่มักใช้เพื่อไปปรับสมดุลของร่างกายร่วมกัน เป็นการรักษาแบบองค์รวม เมื่อระบบต่างๆ ดี กลไกร่างกายสามารถทำงานของมันเองอย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้สามารถผลิตสตีรอยด์ใช้งานเมื่อมีภาวะวิกฤติ
  4. แพทย์ปัจจุบันใช้สตีรอยด์เพื่อหวังผลเฉพาะ เมื่อใช้ไประบบต่างๆ จะถูกกดไม่ทำงาน จึงต้องค่อยๆ ลดยาลง เพื่อให้ร่างกายค่อยๆ ปรับตัว
  5. การต้องการแก้ปัญหาฉุกเฉินเร่งด่วน คือภาวะขาดแคลนสตีรอยด์ การช่วยฉุกเฉินควรใช้สตีรอยด์สังเคราะห์แบบแผนปัจจุบัน แล้วค่อยๆ ลดขนาดลง แต่ถ้าต้องการสร้างสมดุลจากภายในให้ร่างกายค่อยๆ สร้างกลไกที่ดี เพื่อตอบสนองในยามวิกฤติ ต้องใช้สมุนไพรจีน ซึ่งมักต้องใช้เป็นตำรับยาหลายตัวเพื่อเสริมฤทธิ์ ลดพิษ ลดผลข้างเคียง บางกรณีต้องใช้ทั้ง 2 แผนร่วมกัน เพื่อทดแทนเฉพาะหน้าและเพื่อเสริมสร้างระยะยาว
9. การใช้สมุนไพรจีนนานๆ จะทำให้มีผลของสตีรอยด์เหมือนที่เป็นข่าวหรือไม่
ถ้าไม่มีการผสมหรือเติมยาสตีรอยด์สังเคราะห์เข้าไปอย่างตั้งใจของผู้รักษา ซึ่งผู้ที่มีความรู้หรือเป็นแพทย์จีนจริงๆ จะไม่เติมยาฝรั่งเข้าไปอย่างแน่นอน เพราะนอกจากจะผิดกฎหมายแล้วยังผิดจรรยาบรรณ และแสดงว่าไม่มีความรู้แพทย์จีนจริง ตามหลักวิชาแพทย์จีน การประกอบตำรับยาและใช้สมุนไพรอย่างถูกต้อง นับว่ามีความปลอดภัยสูง และไม่น่าจะมีปริมาณสตีรอยด์สูงจนเกิดกลุ่มอาการคุชชิง (ตามที่เป็นข่าว) อีกอย่างการใช้สมุนไพร ต้องปรับลดตัวยาเป็นระยะ เพื่อให้สอดคล้องกับผู้ป่วย ที่สำคัญเน้นการปรับสมดุลมากกว่าเน้นปริมาณสารสตีรอยด์ธรรมชาติที่เข้าไปแก้ ปัญหาตามแพทย์แผนปัจจุบัน เพราะขนาดของยาจะถูกจำกัด และเป็นการใช้ตามหลักการวินิจฉัยแยกแยะภาวะของโรค เป็นภูมิปัญญาที่ปฏิบัติกันมายาวนาน และทดลองในคนมานับพันปี ทำให้สามารถยืนยันจากการใช้ในผู้ป่วยจริง มีความน่าเชื่อถือกว่ายาแผนปัจจุบัน ซึ่งบางอย่างเพิ่งผ่านการทดสอบในห้องปฏิบัติการในสัตว์ทดลองเป็นเวลาไม่กี่ เดือนไม่กี่ปี

10. ถ้าสงสัยว่ามียาจีนที่ผสมสตีรอยด์จริง ควรทำอย่างไร

ส่งตัวอย่างไปที่แผนกสำนักยาและวัตถุเสพติด กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ โทร. 0-2591-0203-4 ต่อ 99116, 99117 หรือที่สมาคมแพทย์จีนในประเทศไทย 0-2223-7780, 0-2621-5581 เพื่อทำการตรวจสอบข้อเท็จจริง ถ้าเป็นแพทย์แผนจีนหรือแพทย์แผนไทย ถือว่ามีความผิดทางกฎหมายและทางจรรยาบรรณ ถึงขั้นถอดถอนใบอนุญาตประกอบโรคศิลปะ

สรุป การรักษาด้วยสมุนไพรจีน-สมุนไพรไทยที่กระทำโดยผู้มีความรู้ และเป็นผู้ประกอบโรคศิลปะ จริงจะไม่มีการจงใจใส่ยาพวกสตีรอยด์ลงไป สมุนไพรตามตำรับที่ใช้ตามหลักวิชาการ ไม่เคยมีรายงานว่าทำให้เกิดผลแทรกซ้อนเหมือนการใช้สตีรอยด์ และสมุนไพรบางชนิดตามธรรมชาติ แม้ว่าจะมีสตีรอยด์บ้าง แต่ก็ไม่มีรายงานว่ามีฤทธิ์ขนาดทำให้เกิดกลุ่มอาการคุชชิงได้ที่มีกลุ่มอาการนี้ได้ มักเกิดจากผู้ไม่ใช่หมอและการตั้งใจใส่ยาสตีรอยด์สังเคราะห์เข้าไป

บทความนี้เป็นลิขสิทธิ์ของ นายแพทย์วิทวัส (ภาสกิจ) วัณนาวิบูล แห่ง มูลนิธิหมอชาวบ้าน ซึ่งเว็ป LoveYouPlaza.com ได้ขออนุญาตในการลงเผยแพร่เพื่อเป็นวิทยาทานเรียบร้อยแล้ว ทีมงาน LoveYouPlaza.com ขอขอบคุณคุณหมออย่างสูงมา ณ โอกาสนี้ด้วย
yinyang

บทความที่เกี่ยวข้อง

สินค้าขายดี

สั่งซื้อฮั้วลักเซียม

ยาน้ำสมุนไพร-ฮั้วลักเซียม

สั่งซื้อฮั้วลักเซียมออนไลน์ออนไลน์ คลิ๊กที่นี่

สั่งซื้อฮั้วลักเซียมทางโทรศัพท์ทางโทรศัพท์      

True 080-235-0137 080-235-0137

AIS 081-131-0137 081-131-0137

Dtac 082-492-0137 082-492-0137

สั่งซื้อฮั้วลักเซียมทางไลน์ทาง LINE          

Line id: HouLukSeam id: HouLukSeamLine id: HouLukSeam

ข่าวสุขภาพ

07.08.2017

เลิฟยูพลาซ่า.คอม

ลิขสิทธิ์ผมชื่อ ธนาวัชร์ ธนาชววัฒน์ เลิฟยูพลาซ่า.คอม และ

+ View

25.05.2017

Same Day Delivery สั่งวันนี้

เซมเดย์ ดิลิเวอรี่ เป็นบริการพิเศษเฉพาะพื้นที่กรุงเทพชั้นใน 28 เขต

+ View

25.05.2017

พื้นที่ต่างจังหวัด รวม นครปฐม และ สมุทรสาคร  

+ View

Hou Luk Seam

19.07.2017

ฮั้วลักเซียม ยาสามัญประจำบ้าน

เครื่องหมาย อย. เป็น สัญลักษณ์ที่แสดงให้ผู้บริโภคได้ทราบถึง

+ View

19.07.2017

ฮั้วลักจู สูตรผงไข่มุขแท้ 100%

สมุนไพรจีนฮั้วลักจู บรรจุในรูปแบบของแคปซูล

+ View

19.07.2017

ฮั้วลักป้อ บำรุงร่างกาย

สมุนไพรจีนฮั้วลักป้อ บรรจุในรูปแบบแคปซูล

+ View

Top view

07.08.2017

เลิฟยูพลาซ่า.คอม

ลิขสิทธิ์ผมชื่อ ธนาวัชร์ ธนาชววัฒน์

+ View

25.05.2017

Same Day Delivery

เซมเดย์ ดิลิเวอรี่

+ View

25.05.2017

พื้นที่ต่างจังหวัด รวม นครปฐม และ สมุทรสาคร

+ View

25.05.2017

Next Day Delivery

Next-Day Delivery สั่งวันนี้ - รับของพรุ่งนี้ -

+ View

25.05.2017

สำหรับลูกค้าในเขตพื้นที่ กรุงเทพ นนทบุรี

+ View

สินค้าที่ชมล่าสุด

www.LoveYouPlaza.com ได้จดทะเบียนลิขสิทธิ์กับ DMCAwww.LoveYouPlaza.com ได้จดทะเบียนลิขสิทธิ์กับ DMCA เรียบร้อยแล้ว ห้าม คัดลอก ทำซ้ำ หรือ ดัดแปลง บทความ รูปภาพ ข้อมูลบางส่วนหรือทั้งหมด เว็ปที่ละเมิดจะถูก Google.co.th บล็อค ไม่ให้แสดงผลในลำดับการค้นหา ตามกฎหมายสากล Digital Millennium Copyright Act 1998 และ www.LoveYouPlaza.com จะดำเนินคดีทั้งทางแพ่งและอาญากับเว็ปไซต์ที่ละเมิดลิขสิทธิ์ดังกล่าว

Template Settings
Select color sample for all parameters
Red Green Olive Sienna Teal Dark_blue
Background Color
Text Color
Select menu
Google Font
Body Font-size
Body Font-family
Direction
Scroll to top