สมุนไพรจีน | www.LoveYouPlaza.com - Results from #20
ตะกร้า ( ชิ้น)
Total: 0

มีสินค้า ในตะกร้า

ตะกร้าว่างอยู่ค่ะ
ข่าวล่าสุด:
ข้อแนะนำในการดื่มยาน้ำสมุนไพร ฮั้วลักเซียม -- "ข้อแนะนำในการดื่มยาน้ำสมุนไพร ..." -- 19 กรกฎาคม 2560
ประวัติคุณหมอณรงค์ พุ่มโพธิงาม ต้นตำรับสมุนไพรจีน -- "ในอดีตเมื่อตอนคุณหมออายุประมาณ 12 ปี คุณพ่อคุณแม่ได้สนับสนุนให้ได้รับการศึกษาร่ำเรียน ..." -- 19 กรกฎาคม 2560
ปริมาณการดื่มสมุนไพร ฮั้วลักเซียม ในแต่ละโรค -- "ปริมาณการดื่มสมุนไพร ฮั้วลักเซียม ในแต่ละโรค หน่วย: ขวดใหญ่ (750 ซีซี.) ..." -- 19 กรกฎาคม 2560
ยาน้ำสมุนไพรจีน ฮั้วลักเซียม -- "มีเงินแสน เงินล้าน ก็หมดความหมาย หากร่างกายไม่แข็งแรง ไม่ว่า คุณจะมีปัญหาสุขภาพด้านไหน ..." -- 19 กรกฎาคม 2560
รูปหมอณรงค์ พุ่มโพธิงาม นี้นั้น สำคัญไฉน -- "ท่านผู้มีเกียรติทุกท่านสังเกตมั๊ยครับว่า ..." -- 19 กรกฎาคม 2560
หลักประกันในสรรพคุณของยาน้ำสมุนไพรจีนฮั้วลักเซียม -- "หลักประกันในสรรพคุณของยาน้ำสมุนไพรจีนฮั้วลักเซียม ..." -- 19 กรกฎาคม 2560
ฮั้วลักจู สูตรผงไข่มุขแท้ 100% -- "สมุนไพรจีนฮั้วลักจู บรรจุในรูปแบบของแคปซูล มีส่วนผสมสำคัญคือผงไข่มุขแท้สูตรเข้มข้น 100% ..." -- 19 กรกฎาคม 2560
ฮั้วลักป้อ บำรุงร่างกาย -- "สมุนไพรจีนฮั้วลักป้อ บรรจุในรูปแบบแคปซูล ประกอบด้วยส่วนผสมของสมุนไพรจีน 99 ชนิด ..." -- 19 กรกฎาคม 2560
ฮั้วลักเซียม กับ คำถามที่ถูกถามบ่อยที่สุด -- " ฮั้วลักเซียม คืออะไร ตอบ ฮั้วลักเซียม คือ ยาสามัญประจำบ้าน สำหรับบำรุงและฟื้นฟูสุขภาพ ..." -- 19 กรกฎาคม 2560
ฮั้วลักเซียม ประกอบด้วยสมุนไพร 99 ชนิด -- "ฮั้วลักเซียม ประกอบด้วยสมุนไพรจีน 99 ชนิดอยู่ในขวดเดียวกัน โดยขบวนการสกัดด้วยแอลกอฮอล์ ..." -- 19 กรกฎาคม 2560

ฮั้วลักเซียม.คอม โทร.081-131-0137

สมุนไพรจีนสมุนไพรจีน ได้รับการยอมรับกันอย่างกว้างขวางมานับพันปี ว่ามีคุณค่าต่อร่างกายเป็นอย่างมากทั้งในด้านการรักษาโรค หรือบริโภคเป็นอาหาร หรือเครื่องดื่มบำรุงสุขภาพ ทำให้ร่างกายแข็งแรงปราศจากโรคภัย ช่วยให้ฟื้นจากไข้ได้อย่างรวดเร็ว  

สมุนไพรจีนในโลกนี้มีมากมายนับหมื่นชนิด แต่ที่คุณหมอณรงค์ พุ่มโพธิงามนำมาผลิตเป็น ยาน้ำสมุนไพร ฮั้วลักเซียม นั้น มี 99 ชนิด


Loveyouplaza Logoสั่งซื้อฮั้วลักเซียมได้ 3 ช่องทาง
สั่งซื้อฮั้วลักเซียมออนไลน์
คลิ๊กที่นี่เพื่อสั่งซื้อฮั้วลักเซียมออนไลน์
สั่งซื้อฮั้วลักเซียมทางโทรศัพท์โทรสั่งซื้อทางโทรศัพท์โดยตรง โทร.080-235-0137080-235-0137 โทร.081-131-0137081-131-0137 โทร.082-492-0137082-492-0137
สั่งซื้อฮั้วลักเซียมทางไลน์สั่งซื้อทางไลน์ Line ID: HouLukSeamid: HouLukSeam

  • วิธีการสั่งซื้อ
    04 08

    วิธีการสั่งซื้อทางเว็ปไซต์

    1. คลิ๊กที่เมนู "สินค้า" ตามรูปข้างบนนี้

    อ่านเพิ่มเติม
  • สมุนไพรจีนกับสตีรอยด์
    04 08
    ผู้ป่วยบางคนรักษากับแพทย์แผนปัจจุบันตั้งนาน เลยคิดอยากจะเปลี่ยนไปหาแพทย์ทางเลือกอย่างเช่นแพทย์แผนจีน พอไปปรึกษาแพทย์มักจะได้คำตอบว่า "ไม่ ควรไปหา เพราะยาจีนไม่ว่าจะเป็นผง แคปซูล หรือเป็นสมุนไพร มักมีส่วนผสมยาสตีรอยด์ กินแล้วระยะแรกจะดีขึ้น แต่ใช้ไปนานๆ จะมีผลแทรกซ้อนเป็นอันตราย"

    ผู้ป่วยบางคนมาหาหมอจีน เมื่อหมอจ่ายยาสมุนไพรให้ผู้ป่วยบางคนจะถามหมอว่า "คุณหมอค่ะ ยาสมุนไพรจีนมีสตีรอยด์หรือเปล่า ที่บ้านเขาไม่สนับสนุน เพราะกลัวใส่สตีรอยด์แล้วเป็นอันตราย"

    หลายเดือนก่อนมีผู้ป่วยรายหนึ่งไปออกรายการโทรทัศน์ให้สัมภาษณ์ในรายการดังกระจายไปทั่ว ประเทศว่า ได้ไปรักษาด้วยยาสมุนไพรจีน 2-3 เดือน เกิดอาการไม่พึงประสงค์หลายอย่าง เช่น เบาหวาน โรคอ้วน ซึ่งสรุปว่าเป็นเพราะยาสมุนไพรจีนมีสตีรอยด์หรือผสมสตีรอยด์เข้าไป ทำให้เกิดโรคที่เรียกว่า คุชชิง (กลุ่มอาการ คุชชิง หรือ Cushing's syndrome)

    การประชุมวิชาการประจำปีของแพทย์แผนจีน ครั้งที่ 2 ระหว่างวันที่ 28-29 เมษายน 2548 ได้จัดให้มีการอภิปรายในหัวข้อ "สตีรอยด์ในสมุนไพรจีน" มีผู้เชี่ยวชาญจากกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ เภสัชกรหญิงทัศนีย์ โชคเจริญรัตน์ จากสถาบันการแพทย์ไทย-จีน เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เภสัชกรหญิง เย็นจิตร เตชะดำรงสิน และแพทย์จีนมานพ เลิศสุทธิรักษ์ โดยมีผู้เขียนเป็นผู้ดำเนินการอภิปราย จุดมุ่งหมายเพื่อช่วยกันหาข้อสรุปใน เรื่องยาสมุนไพรจีนกับสตีรอยด์ที่เป็นประเด็นค้างคาใจประชาชน และบรรดาแพทย์แผนจีนที่ได้รับใบอนุญาตประกอบโรคศิลปะตลอดจนผู้สนใจทั้งหลาย


    1. สตีรอยด์คืออะไร สร้างจากไหน

    สตีรอยด์เป็นสารประกอบอินทรีย์อย่างหนึ่ง (สร้างในสิ่งมีชีวิต) มีโครงสร้างทางเคมีที่แน่นอน แต่อาจมีรายละเอียดแตกต่างกันไป มีสารตั้งต้นในการสังเคราะห์จากโคเลสเตอรอล (cholesterol) สตีรอยด์ที่สำคัญสร้างจากต่อมหมวกไตส่วนเปลือก (adrenalcortex) และ ต่อมรังไข่และอัณฑะที่สำคัญได้แก่ ฮอร์โมนอัลโดสเตอโรน (aldosterone hormone) ฮอร์โมนคอร์ติซอล (cortisol hormone) ฮอร์โมนเพศ (sex hormone) ได้แก่ ฮอร์โมนเพศชาย (testosterone) และฮอร์โมนเพศหญิง (progesterone และ estrogen)

    กระบวนการสร้างฮอร์โมนมักเกี่ยวข้องกับการทำงานของสมองส่วนบนตั้งแต่ ไฮโพทาลามัส(hypothalamus) พิทูอิทารี (pituitary) ที่จะส่งฮอร์โมนไปกระตุ้นต่อมหมวกไต หรือต่อมเพศ หมายความว่า ในยามปกติร่างกายมนุษย์ก็มีสตีรอยด์หลายอย่างที่สร้างขึ้นมาเพื่อการทำงาน ของระบบต่างๆ ของร่างกาย เพื่อให้เกิดการสมดุลในการดำเนินชีวิต

    2. สตีรอยด์สังเคราะห์ หรือที่มนุษย์สร้างขึ้นแล้วเอาเข้าไปในร่างกายหวังผลอะไร ส่วนมากเป็นสตีรอยด์ตัวไหน

    สตีรอยด์ที่มีการตั้งใจบริโภค หรือใส่ผสมในยามีหลายตัว เช่น
    ก. ฮอร์โมนเพศชายเทสโตสเตอโรน (testosterone) เพื่อกระตุ้นการสร้างกล้ามเนื้อ หรือกระตุ้นความเป็นผู้ชายทางเพศ

    ข. ฮอร์โมนที่ใช้ในการรักษาโรคพวกอักเสบ ภูมิแพ้ ปวดข้อ แก้หอบ ได้แก่ กลุ่มที่คล้ายฮอร์โมนคอร์ติซอล (cortisol) จากต่อมหมวกไตส่วนเปลือก ได้แก่ เพร็ดนิโซโลน (prednisolone) เดกซ่าเมทาโซน (dexamethasone)

    ความจริงทั้ง 2 กลุ่ม เป็นยาที่สามารถนำมาใช้ในการรักษาโรคหลายอย่าง เช่น ภาวะไขกระดูกถูก กดการสร้างเม็ดเลือด ภาวะภูมิต้านตัวเอง (auto-immune disease) โรคผิวหนัง โรคหืด เป็นต้น แต่ต้องอยู่ภายใต้การควบคุมของแพทย์อย่างจริงจัง และต้องมีความพยายามจะต้องลดขนาดปริมาณและระยะเวลาการใช้ เพื่อให้เกิดผลแทรกซ้อนน้อยที่สุด มีคนพยายามเอาสตีรอยด์เพร็ดนิโซโลน หรือเดกซ่าเมทาโซน ซึ่งคล้ายกับคอร์ติซอลจากต่อมหมวกไตส่วนเปลือก แต่มีขนาดแรงกว่า (เพร็ดนิโซโลนแรงกว่า = 4 เท่า, เดกซ่าเมทาโซนแรงกว่า = 20 - 30 เท่า) เติมเข้าไปในยาสมุนไพร ซึ่งมักจะเป็นยาลูกกลอน ยาผง ยาแคปซูล เพื่อหวังผลให้มีฤทธิ์ในการลดการอักเสบ การปวดเอ็นที่ให้ผลเฉียบพลัน เพื่อผลประโยชน์ทางการค้าเป็นหลัก โดยไม่คำนึงถึงผลที่เกิดขึ้นในระยะยาว และเป็นยาราคาถูก หาซื้อได้ง่ายตามท้องตลาด เจ้าหน้าที่สาธารณสุขที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้สรุปให้ฟังว่า คนที่ใส่สตีรอยด์เข้าไปในยามักไม่ใช่หมอ และหมอที่มีความรู้ หรือหมอจริงก็ไม่ใส่สตีรอยด์สังเคราะห์ในยาสมุนไพร เพราะผิดกฎหมาย ผิดจริยธรรม และถูกเพิกถอนใบอนุญาตได้

    3. การสังเคราะห์คอร์ติซอล (ฮอร์โมนจากต่อมหมวกไตส่วนเปลือกที่มีฤทธิ์คล้ายเพร็ดนิโซโลน) ของร่างกายมีกลไกอย่างไร
    เมื่อมีความเครียด ภาวะบีบคั้น หรือมีการอักเสบเกิดขึ้นจะกระตุ้นการหลั่งฮอร์โมน CRF จากไฮโพทาลามัส ซึ่งจะไปกระตุ้น การหลั่งฮอร์โมน ACTH จากต่อม พิทูอิทารี (pituitary) เพื่อไปกระตุ้นต่อมหมวกไตส่วนเปลือก (adrenal cortex) เพื่อให้ร่างกาย หลั่งฮอร์โมนกลูโคคอร์ติคอยด์ (glucocorticiod) เพื่อให้เกิดการเผาผลาญพลังงานมากขึ้น เพื่อต่อสู้กับสิ่งมากระตุ้น

    4. ประโยชน์ของสตีรอยด์คืออะไร

    คอร์ติซอลจะหลั่งมากเมื่อมีภาวะความเครียด ขณะออกกำลังกาย ขณะอดอาหาร เมื่อต้องการใช้พลังมากขึ้น โดยจะกระตุ้นให้มีการสลายคาร์โบไฮเดรต ไขมัน โปรตีน ออกสู่กระแสเลือดให้มากขึ้น และจะมีการสะสมที่ตับมากขึ้น (มักหลั่งออกมาพร้อมฮอร์โมนอื่นๆหลายตัว)

    ประโยชน์ที่ใช้ทางคลินิก

    • เพิ่มพลังงานเมื่อต้องเจอภาวะเครียดรุนแรง ทั้งทางร่างกาย จิตใจ เช่น ภาวะช็อก
    • ลดการอักเสบ
    • หยุดปวด
    • ผิวหนังอักเสบ
    • สมองบวม
    • ลดอาการหอบหืดหยุดการปวดข้อ เอ็น
    • กดภูมิคุ้มกัน ยับยั้งอาการของโรคภูมิแพ้ ตัวเอง
    • ใช้กดภูมิในกรณีเปลี่ยนถ่ายอวัยวะ
    • ลดความเครียด เจริญอาหาร

    5. โทษของสตีรอยด์คืออะไร

    สตีรอยด์ธรรมชาติ หรือสตีรอยด์สังเคราะห์ ถ้ามีน้อยเกินไปหรือมากเกินไปมีโทษทั้งสิ้น การใช้สตีรอยด์นานๆ จะเกิดโทษคือ

    • ภูมิคุ้มกันลดลง ติดเชื้อง่าย
    • เกิดไขมันในเลือดสูง
    • เกิดเบาหวาน เนื่องจากน้ำตาลในเลือดสูง
    • กระดูกพรุน เพราะไปลดการดูดซึมแคลเซียม และทำให้แคลเซียมออกจากกระดูก
    • เกิดภาวะความดันเลือดสูง
    • โอกาสเกิดโรคหัวใจวายสูง
    • โอกาสเกิดโรคหลอดเลือดในสมองแตก ตีบ
    • บวมน้ำ
    • เป็นสิว
    • แผลในกระเพาะอาหาร
    • โรคตับ มะเร็งตับ
    • ไตฝ่อ
    • โรคนอนไม่หลับ โรคจิตประสาท

    6. ยาสมุนไพรจีนมีสตีรอยด์จริงหรือ

    ยาสมุนไพรหลายชนิดมีส่วนประกอบของสตีรอยด์ธรรมชาติเป็นส่วนประกอบหนึ่ง แต่มีปริมาณที่น้อยมากเมื่อเทียบกับสตีรอยด์สังเคราะห์ เช่น เขากวางอ่อน มีสารออกฤทธิ์คล้ายเทสโตสเตอโรนที่สร้างจากต่อมอัณฑะ มีฤทธิ์กระตุ้นการสร้างเม็ดเลือดแดง เม็ดเลือดขาว และเกล็ดเลือด ช่วยการทำงานของหัวใจ ทำให้แผลหายเร็ว

    ข้อสังเกต

    1. ในสมุนไพรตัวเดียวจะมีสารออกฤทธิ์มากมายหลายตัว อาจมีตัวหลักตัวเดียว แต่มีตัวอื่นไปช่วยเสริมฤทธิ์ในการควบคุมพิษในตัว
    2. ในทางปฏิบัติ แม้ว่าจะมีสารออกฤทธิ์เด่นตัวเดียว แต่เวลาใช้ในผู้ป่วยมักจะต้องใช้สมุนไพรตัวอื่นประกอบกันเป็นตำรับยา เพื่อเสริมฤทธิ์ ลดผลข้างเคียงทำลายพิษ เพื่อผลการรักษาที่เหมาะสมแก่ผู้ป่วยแต่ละราย
    3. กระบวนการเตรียมยาสมุนไพรจีนเพื่อการใช้ นอกจากจะทำให้ยาแห้ง มีขนาด รสชาติที่เหมาะสม ยังมีวิธีการทำลายพิษ ลดพิษของยาสมุนไพร หรือทำให้ฤทธิ์ไม่พึงประสงค์ลดลง เสริมฤทธิ์ที่ต้องการ มีการเตรียมยาเพื่อให้ยาเข้าสู่เป้าหมายที่ต้องการ
    อาหารและพืชโดยธรรมชาติจำนวนมากก็มีสารโครงสร้างคล้ายสตีรอยด์ แต่การกินการใช้ในชีวิตประจำวันไม่เกิดปัญหา เช่น ข้าวเจ้า ก็พบว่ามีสารคล้ายสตีรอยด์ ถ้าต้องการให้ออกฤทธิ์เหมือนสตีรอยด์ต้องสกัดเฉพาะ และใช้จำนวนมหาศาลซึ่งแทบเป็นไปไม่ได้ และไม่มีคนทำในทางปฏิบัติ ถ้าต้องการปริมาณมากจึงต้องทำการสังเคราะห์ขึ้นเอง ต้นทุนถูกกว่า ง่ายกว่า
    "ดิฉันรู้ดีว่าคุณหมอ ไม่ได้ใส่สตีรอยด์สังเคราะห์เข้าไปในยาจีนหรอกคะ แต่อดสงสัยไม่ได้ว่าสมุนไพรจีนหลายตัวที่มีผลวิจัยพบว่า มีสตีรอยด์ธรรมชาติ ถ้าดิฉันกินเข้าไปจะสะสมทำให้อ้วนหรือเปล่า?

    "เป็นเรื่องแปลก แม้ว่าจะพบสมุนไพรจำนวนมากในท้องตลาด ที่แอบใส่สตีรอยด์เข้าไป แต่มักจะหาแหล่งผลิตยาก เพราะผู้ผลิตจำหน่ายมักไม่ใช่หมอ (ผลิตเพื่อการค้า) และหมอที่มีความรู้จริงก็ไม่รู้จะใส่สตีรอยด์เข้าไปเพื่อเหตุผลใด เพราะผิดทั้งกฎหมายและจะถูกยึดใบอนุญาตประกอบโรคศิลปะได้ ที่สำคัญผู้ป่วยสามารถนำหลักฐานเพื่อร้องเรียนตัวหมอได้ง่าย เพราะมีเจ้าภาพที่เป็นตัวตน"

    7.ยาสมุนไพรจีนที่มีสตีรอยด์ธรรมชาติน้อย มีฤทธิ์ไปกระตุ้นให้เกิดการสร้างสตีรอยด์ของร่างกายเองได้อย่างไร
    หลักการที่ถูกต้อง ถ้าสตีรอยด์ที่สร้างโดยร่างกายเอง สามารถปรับการสร้างและผลิตให้เหมาะสมกับภาวะต่างๆ ของผู้ป่วยได้อย่างสมดุลนับว่าดีที่สุด ยาสมุนไพรจีนบางอย่าง ไม่ได้มีฤทธิ์สตีรอยด์โดยตรง แต่สามารถทำให้ร่างกายเกิดการสร้างสตีรอยด์ได้ดีในภาวะจำเป็น เช่น ปี พ.ศ. 2536 ในการแข่งขันกีฬาแห่งชาติของจีน พบว่านักวิ่งหญิงจีน 9 คน วิ่งทำลายสถิติโลก สร้างความแปลกใจแก่ผู้สังเกตการณ์ทั่วโลกซึ่งเชื่อว่าเป็นผลของการใช้สารสตี รอยด์อย่างแน่นอน ภายหลังตรวจสอบไม่พบสารสตีรอยด์ และนักกีฬาทุกคนก็ไม่มีอาการภายนอกที่แสดงออกของการใช้สตีรอยด์ โค้ชทีมได้เฉลยข้อข้องใจว่า มีการบำรุงสมุนไพร ตง-ฉง-เซี่ย-เฉ่า ซึ่งมีกลไกออกฤทธิ์ไปกระตุ้นพลังปอด ซึ่งพบว่าสมุนไพรตัวนี้มีบทบาทหลายด้าน เช่น แก้โรคหืด เพิ่มสมรรถภาพทางเพศ ป้องกันการติดเชื้อทางเดินหายใจทำให้ร่างกายมีพลัง ทั้งที่ไม่มีสารสตีรอยด์ธรรมชาติเป็นตัวประกอบหลัก แสดงว่าการออกฤทธิ์ต่อระบบอื่นๆ หลายระบบ หลายอวัยวะแล้วไปมีผลต่อการทำงานของต่อมหมวกไต ทำให้มีการสร้างฮอร์โมนออกมาได้ในยามที่ต้องใช้งานจำเป็นฤทธิ์แบบเดียวกัน ที่พบในโสมคนหรือโสมไซบีเรียที่มีผลต่อการเสริมพลังการทำงานของหัวใจ การควบคุมระดับ น้ำตาลในเลือด การเสริมการทำงานของต่อมหมวกไต

    8. ข้อแตกต่างระหว่างการใช้สตีรอยด์สังเคราะห์กับการใช้ยาสมุนไพรจีนคืออะไร
    1. สตีรอยด์สังเคราะห์มักมีขนาดและความแรงมากกว่าสตีรอยด์ธรรมชาติมาก เมื่อใช้ไประยะเวลาเกินกว่าสัปดาห์ จะเริ่มเกิดอาการต่างๆ ให้เห็นได้ ถ้าใช้นานยิ่งอันตราย
    2. สตีรอยด์จากสมุนไพร มักมีขนาดต่ำและมีสารอื่นๆ อีกหลายตัวเป็นส่วนประกอบในสมุนไพรตัวนั้น การออกฤทธิ์หรือเกิดผลข้างเคียงใช้เวลานานกว่ากันมาก ไม่ได้เน้นปริมาณสตีรอยด์เพื่อการรักษา สังเกตได้จากการจำกัดขนาดยาที่ใช้
    3. สมุนไพรส่วนใหญ่มักใช้เพื่อไปปรับสมดุลของร่างกายร่วมกัน เป็นการรักษาแบบองค์รวม เมื่อระบบต่างๆ ดี กลไกร่างกายสามารถทำงานของมันเองอย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้สามารถผลิตสตีรอยด์ใช้งานเมื่อมีภาวะวิกฤติ
    4. แพทย์ปัจจุบันใช้สตีรอยด์เพื่อหวังผลเฉพาะ เมื่อใช้ไประบบต่างๆ จะถูกกดไม่ทำงาน จึงต้องค่อยๆ ลดยาลง เพื่อให้ร่างกายค่อยๆ ปรับตัว
    5. การต้องการแก้ปัญหาฉุกเฉินเร่งด่วน คือภาวะขาดแคลนสตีรอยด์ การช่วยฉุกเฉินควรใช้สตีรอยด์สังเคราะห์แบบแผนปัจจุบัน แล้วค่อยๆ ลดขนาดลง แต่ถ้าต้องการสร้างสมดุลจากภายในให้ร่างกายค่อยๆ สร้างกลไกที่ดี เพื่อตอบสนองในยามวิกฤติ ต้องใช้สมุนไพรจีน ซึ่งมักต้องใช้เป็นตำรับยาหลายตัวเพื่อเสริมฤทธิ์ ลดพิษ ลดผลข้างเคียง บางกรณีต้องใช้ทั้ง 2 แผนร่วมกัน เพื่อทดแทนเฉพาะหน้าและเพื่อเสริมสร้างระยะยาว
    9. การใช้สมุนไพรจีนนานๆ จะทำให้มีผลของสตีรอยด์เหมือนที่เป็นข่าวหรือไม่
    ถ้าไม่มีการผสมหรือเติมยาสตีรอยด์สังเคราะห์เข้าไปอย่างตั้งใจของผู้รักษา ซึ่งผู้ที่มีความรู้หรือเป็นแพทย์จีนจริงๆ จะไม่เติมยาฝรั่งเข้าไปอย่างแน่นอน เพราะนอกจากจะผิดกฎหมายแล้วยังผิดจรรยาบรรณ และแสดงว่าไม่มีความรู้แพทย์จีนจริง ตามหลักวิชาแพทย์จีน การประกอบตำรับยาและใช้สมุนไพรอย่างถูกต้อง นับว่ามีความปลอดภัยสูง และไม่น่าจะมีปริมาณสตีรอยด์สูงจนเกิดกลุ่มอาการคุชชิง (ตามที่เป็นข่าว) อีกอย่างการใช้สมุนไพร ต้องปรับลดตัวยาเป็นระยะ เพื่อให้สอดคล้องกับผู้ป่วย ที่สำคัญเน้นการปรับสมดุลมากกว่าเน้นปริมาณสารสตีรอยด์ธรรมชาติที่เข้าไปแก้ ปัญหาตามแพทย์แผนปัจจุบัน เพราะขนาดของยาจะถูกจำกัด และเป็นการใช้ตามหลักการวินิจฉัยแยกแยะภาวะของโรค เป็นภูมิปัญญาที่ปฏิบัติกันมายาวนาน และทดลองในคนมานับพันปี ทำให้สามารถยืนยันจากการใช้ในผู้ป่วยจริง มีความน่าเชื่อถือกว่ายาแผนปัจจุบัน ซึ่งบางอย่างเพิ่งผ่านการทดสอบในห้องปฏิบัติการในสัตว์ทดลองเป็นเวลาไม่กี่ เดือนไม่กี่ปี

    10. ถ้าสงสัยว่ามียาจีนที่ผสมสตีรอยด์จริง ควรทำอย่างไร

    ส่งตัวอย่างไปที่แผนกสำนักยาและวัตถุเสพติด กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ โทร. 0-2591-0203-4 ต่อ 99116, 99117 หรือที่สมาคมแพทย์จีนในประเทศไทย 0-2223-7780, 0-2621-5581 เพื่อทำการตรวจสอบข้อเท็จจริง ถ้าเป็นแพทย์แผนจีนหรือแพทย์แผนไทย ถือว่ามีความผิดทางกฎหมายและทางจรรยาบรรณ ถึงขั้นถอดถอนใบอนุญาตประกอบโรคศิลปะ

    สรุป การรักษาด้วยสมุนไพรจีน-สมุนไพรไทยที่กระทำโดยผู้มีความรู้ และเป็นผู้ประกอบโรคศิลปะ จริงจะไม่มีการจงใจใส่ยาพวกสตีรอยด์ลงไป สมุนไพรตามตำรับที่ใช้ตามหลักวิชาการ ไม่เคยมีรายงานว่าทำให้เกิดผลแทรกซ้อนเหมือนการใช้สตีรอยด์ และสมุนไพรบางชนิดตามธรรมชาติ แม้ว่าจะมีสตีรอยด์บ้าง แต่ก็ไม่มีรายงานว่ามีฤทธิ์ขนาดทำให้เกิดกลุ่มอาการคุชชิงได้ที่มีกลุ่มอาการนี้ได้ มักเกิดจากผู้ไม่ใช่หมอและการตั้งใจใส่ยาสตีรอยด์สังเคราะห์เข้าไป

    บทความนี้เป็นลิขสิทธิ์ของ นายแพทย์วิทวัส (ภาสกิจ) วัณนาวิบูล แห่ง มูลนิธิหมอชาวบ้าน ซึ่งเว็ป LoveYouPlaza.com ได้ขออนุญาตในการลงเผยแพร่เพื่อเป็นวิทยาทานเรียบร้อยแล้ว ทีมงานLoveYouPlaza.com ขอขอบคุณคุณหมออย่างสูงมา ณ โอกาสนี้ด้วย
    yinyang

    อ่านเพิ่มเติม
  • หมอเสริม บุญโฮม ป่วยเป็นริดสีดวง ไมเกรน
    04 08

    หมอเสริม บุญโฮม ป่วยเป็นริดสีดวง ไมเกรน

    ขออภัยในความไม่สะดวก
    กำลังจัดพิมพ์เนื้อหาครับ

    อ่านเพิ่มเติม
  • หลักประกันในสรรพคุณของยาน้ำสมุนไพรจีนฮั้วลักเซียม
    08 08

    หลักประกันในสรรพคุณของยาน้ำสมุนไพรจีนฮั้วลักเซียม

    สังเกตสติ๊กเกอร์ข้างขวดตัวหนังสือสีดำบนพื้นสีแดงระบุว่า "ยาน้ำสมุนไพรขนานนี้ ปลอดสารพิษ เช่น สาร สเตียรอยด์ หรือสารเคมีใดๆ เจือปน ถ้าท่านตรวจพบ ให้ปรับ..หนึ่งแสนบาท"หากท่านตรวจสอบสารหนูสารสเตอรอยด์ หรือสารเคมีใดๆ เจือปนในยาน้ำสมุนไพรจีน ฮั้วลักเซียม คุณหมอยินดีจ่ายทันที หนึ่งแสนบาท

    อ่านเพิ่มเติม
  • ฮั้วลักจู
    18 06

    ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ฮั้วลักจู

    ฮั้วลักจู มีส่วนประกอบหลักได้แก่ โสม ฮอยซัว ปักคี้ ช่วยฆ่าเชื้อใต้ผิวหนัง ผิวพรรณสดใส ขจัดสิวฝ้า กระ จุดด่างดำ บำรุงมดลูกให้แข็งแรง คืนความอ่อนเยาว์ เติมความสดใสให้ผิวจากภายในสู่ภายนอก บำรุงเม็ดเลือด ช่วยให้มดลูกแข็งแรง กระชับ และสลัดเลือดเสียที่ตกค้างให้หมดไป
    ฮั้วลักจู มีส่วนผสมของไข่มุก ซึ่งมีรสหวานปนเค็ม ฤทธิ์เย็นช่วยในการระงับประสาทแก้อาการหวาดผวา ช่วยเกี่ยวกับอาการลมชัก ทำให้ตาสว่าง ขับเสมหะ แผลเรื้อรัง และที่สำคัญรับประทานเข้าไปแล้ว จะทำให้ผิวพรรณสวย ดูอ่อนกว่าวัย มีน้ำมีนวลมากขึ้น ท่านที่มีปัญหาเกี่ยวกับ ฝ้า กระ จะช่วยได้ดีมากและช่วยทำให้มดลูกแข็งแรง สะอาด ไม่มีกลิ่น ช่วยในรายที่มีตกขาวได้ดี คืนความอ่อนเยาว์ เติมความสดใสให้ผิวพรรณจากภายในสู่ภายนอก

    อ่านเพิ่มเติม
  • ฮั้วลักจู สูตรผงไข่มุขแท้ 100%
    09 08

    สมุนไพรจีนฮั้วลักจู บรรจุในรูปแบบของแคปซูล มีส่วนผสมสำคัญคือผงไข่มุขแท้สูตรเข้มข้น 100% ทำให้ท่านผิวพรรณเปล่งปลั่งขาวสวยสดใส ผิวพรรณสวยสดใส แก้ปัญหาสิวฝ้า หน้าเด้งแบบธรรมชาติ ลบกระ ลบรอยด่างดำ นอกจากนี้สมุนไพรจีนฮั้วลักจู ยังประกอบไปด้วยสมุนไพรจีน 99 ชนิด โดยเน้นสูตรในการบำรุงร่างกายระดับพื้นฐานทั้งระบบเป็นหลัก ช่วยให้นอนหลับสนิท หลับลึก ตื่นมาร่างกายสดชื่นแจ่มใส ต่อต้านอนุมูลอิสระ ชลอความแก่ บำรุงฮอร์โมนด้วยระบบธรรมชาติ ไม่มีอาการแพ้ บำรุงสมอง ช่วยฟื้นฟูระบบเลือดลม ระบบภายในของสตรี สามารถเห็นผลใน 7 วัน

    อ่านเพิ่มเติม
  • ฮั้วลักป้อ
    18 06

    ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ฮั้วลักป้อ

    ฮั้วลักป้อ บำรุงสมอง  บำรุงหัวใจ ช่วยคลายเครียดได้เป็นอย่างดี บำรุงเลือด บำรุงปอด ป้องกันโลหิตจาง และบำรุงกำลัง ทำให้ร่างกายแข็งแรง บำรุงไต เสริมสร้างฮอร์โมน เสริมสมรรถภาพทางเพศ ป้องกันไตวาย เสริมอายุวัฒนะ และช่วยให้หลอดลมและกล่องเสียงดีขึ้น ช่วยให้ความดันโลหิตไหลเวียนปกติ ช่วยระบบย่อยอาหารให้ดีขึ้น แก้ท้องร่วง ลดเหงื่อ ช่วยให้อาการเบาหวานดีขึ้น บำรุงกระดูกและเส้นเอ็นให้แข็งแรง แก้ตาลาย เจ็บข้อเข่า ตามัว อ่อนเพลีย ตาลาย หูตึง  เจ็บข้อเข่า

    อ่านเพิ่มเติม
  • ฮั้วลักป้อ บำรุงร่างกาย
    09 08
    สมุนไพรจีนฮั้วลักป้อ บรรจุในรูปแบบแคปซูล ประกอบด้วยส่วนผสมของสมุนไพรจีน 99 ชนิด โดยมีส่วนผสมหลัก ได่แก่ โสม ฮวยซัว และตังถั่งเฉ้า เป็นตัวนำ ช่วยบำรุงร่างกายทั้งชายและหญิง บำรุงฮอร์โมน เสริมสมรรถนะทางเพศ ทำให้ดูหนุ่มสาว กระชุ่มกระชวย ผิวพรรณสดใส

    สมุนไพรจีนฮั้วลักป้อ ใน 1 กล่องบรรจุ 150 แคปซูล แพ็คในฟอยด์อย่างดี สะอาด ถูกหลักอนามัยเน้นบำรุงร่างกายเป็นหลักถึง 70 % และเน้นการรักษา 30% ซึ่งจะกลับกันกับยาน้ำสมุนไพรฮั้วลักเซียม ที่เน้น การรักษาถึง 70 % และบำรุงร่างกาย 30%
    ท่านสามารถรับประทานควบคู่กันทั้งฮั้วลักเซียมและฮั้วลักป้อได้ ผลของการทานควบ ท่านจะได้เต็มประสิทธิภาพในการรักษาถึง 100 % และการบำรุงร่างกาย 100% เต็ม
    อ่านเพิ่มเติม
  • ฮั้วลักเซียม
    24 06

    ยาน้ำสมุนไพร ฮั้วลักเซียมฮั้วลักเซียม เป็น ยาน้ำสมุนไพร สูตรต้นตำรับฮ่องเต้ในราชวงศ์เช็ง ประเทศจีน คิดค้นสูตรและดำเนินการผลิตโดยคุณหมอณรงค์ พุ่มโพธิงาม ทั้งนี้ ยาน้ำสมุนไพร ฮั้วลักเซียม ได้คัดสรรสมุนไพรชั้นดีถึง 99 ชนิด ตำรายาน้ำสมุนไพร ฮั้วลักเซียม นี้ เป็นสูตรยาที่พัฒนาอย่างต่อเนื่องนาน 40 ปี เริ่มจากคุณหมอมีประสบการณ์ในการจัดยาเพื่อรักษาคนไข้ จนกระทั่งมีโอกาสได้ไปเรียนแพทย์แผนจีนที่ประเทศไทย จึงได้กลับมาเปิดกิจการคลินิกของตนเอง ซึ่งการจัดยาที่คลินิก คุณหมอจะจ่ายยาด้วยสมุนไพรชั้นดี จึงมีราคาแพง ลูกค้าคุณหมอส่วนใหญ่เป็นคนมีฐานะ กิจการก็ดำเนินไปด้วยดี แต่เนื่องจากคุณหมอณรงค์ พุ่มโพธิงาม เห็นว่ามีผู้ป่วยหลายราย ที่ไม่สะดวกเดินทางมาที่คลินิก อีกทั้งยาจีนก็มีราคาแพง เนื่องจากคลินิกคุณหมอใช้สมุนไพรเกรดพรีเมียม ด้วยเหตุประการเช่นนี้ คุณหมอณรงค์ พุ่มโพธิงาม จึงได้คิดค้นสูตรยาใหม่ ซึ่งสามารถนำมาบรรจุขวด และจดทะเบียนเป็น ยาน้ำสมุนไพร โดยตั้งชื่อว่า ฮั้วลักเซียม ตามที่ท่านได้ยลโฉมไปแล้ว ซึ่งเหมาะกับผู้บริโภคทั่วไป โดยที่ไม่จำเป็นต้องไปแมะที่คลินิกแต่อย่างใด ทุกคนสามารถรับประทานได้ เพราะฮั้วลักเซียม ได้รับการจดทะเบียนเป็น ยาสามัญประจำบ้าน

    อ่านเพิ่มเติม
  • ฮั้วลักเซียม
    04 08

    นับตั้งแต่ปี พ.ศ.2552 เป็นต้นมา หมอณรงค์ พุ่มโพธิงาม ได้เปิดตัว ยาน้ำสมุนไพร ฮั้วลักเซียม สูตรฮ่องเต้ ออกมาจำหน่ายเป็นครั้งแรก เนื่องด้วยสรรพคุณที่โดดเด่น ลูกค้ากินแล้วได้ผลจริง ยอดขายถล่มทลาย

    ยาน้ำสมุนไพร ฮั้วลักเซียม ประกอบด้วย สมุนไพร 99 ชนิด มีสรรพคุณในการฟื้นฟูทุกอวัยวะในร่างกาย ยาน้ำสมุนไพร ฮั้วลักเซียม ได้จดทะเบียน อย.เลขที่ G369/53 จึงมั่นใจได้แน่นอนว่า ฮั้วลักเซียม ไม่มีอันตรายแต่อย่างใด

    นอกจ่ากนี้ ยาน้ำสมุนไพร ฮั้วลักเซียม ได้รับรางวัล ผลิตภัณฑ์ดีเด่นแห่งปี 2558

    ต้องการทราบรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับ ยาน้ำสมุนไพร ฮั้วลักเซียม กรุณา คลิ๊ก! เพื่อดูรายละเอียด ยาน้ำสมุนไพร ฮั้วลักเซียม

    LoveYouPlaza.com Logoสั่งซื้อฮั้วลักเซียมได้ 3 ช่องทาง
    สั่งซื้อฮั้วลักเซียมออนไลน์
    คลิ๊กที่นี่เพื่อสั่งซื้อฮั้วลักเซียมออนไลน์
    สั่งซื้อฮั้วลักเซียมทางโทรศัพท์โทรสั่งซื้อทางโทรศัพท์โดยตรง โทร.080-235-0137080-235-0137 โทร.081-131-0137081-131-0137 โทร.082-492-0137082-492-0137
    สั่งซื้อฮั้วลักเซียมทางไลน์สั่งซื้อทางไลน์ Line ID: HouLukSeamid: HouLukSeam

    อ่านเพิ่มเติม
  • ฮั้วลักเซียม กับ คำถามที่ถูกถามบ่อยที่สุด
    08 08

    ฮั้วลักเซียม คืออะไร

    ตอบ ฮั้วลักเซียม คือ ยาสามัญประจำบ้าน สำหรับบำรุงและฟื้นฟูสุขภาพ ที่สกัดมาจากสมุนไพรชั้นดี 99 ชนิด ใน ขวดเดียวกัน


    มีความเป็นมาอย่างไร

    ตอบ เดิมเป็นสมุนไพรตำหรับหมอหลวงในสมัยราชวงศ์เช็ง ประเทศจีน เมื่อ 300 ปีก่อน สูตรนี้ได้รับการถ่ายทอดมาถึงทายาทรุ่นหลังๆของหมอหลวงจนถึงปัจจุบัน และหมอณรงค์ พุ่มโพธิ์งาม ได้ไปเรียนวิชาแพทย์จีนกับทายาทของหมอหลวง จึงได้รับมอบสูตรนี้มาช่วยชีวิตมนุษย์ ต่อมาได้ขอจดทะเบียนลิขสิทธิ์เป็นผู้ผลิตและจำหน่ายแต่ผู้เดียวในประเทศและ ในโลก
    อ่านเพิ่มเติม
  • ฮั้วลักเซียม ประกอบด้วยสมุนไพร 99 ชนิด
    21 08

    ฮั้วลักเซียม ประกอบด้วยสมุนไพรจีน 99 ชนิดอยู่ในขวดเดียวกัน โดยขบวนการสกัดด้วยแอลกอฮอล์ โดยมีปริมาณแอลกอฮอล์น้อยมาก แค่ 2 %....ไม่ใช่เพื่อปรุงแต่งรสชาติ แต่จำเป็นต้องใช้แอลกอฮอล์เนื่องจากขบวนการผลิต

    สมุนไพรจีน 99 ชนิด แต่ละตัวมีสรรพคุณแตกต่างกัน ดังนี้

    อ่านเพิ่มเติม
  • ฮั้วลักเซียม ยาสามัญประจำบ้าน อย.G369/53
    09 08

    เครื่องหมาย อย.

    เป็น สัญลักษณ์ที่แสดงให้ผู้บริโภคได้ทราบถึง ผลิตภัณฑ์สุขภาพนั้นๆ ได้ผ่านขั้นตอนการพิจารณาทั้งทางด้านประสิทธิภาพ คุณภาพและความปลอดภัย ตามหลักเกณฑ์การผลิตและการนำเข้า จากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา(อย.) โดยได้ปฏิบัติตามกฎหมายเบื้องต้นของ อย. แล้ว แต่ไม่ได้หมายถึง การได้รับอนุญาตโฆษณาสรรพคุณต่างๆ ดังนั้นเมื่อจำเป็นต้องเลือกซื้อผลิตภัณฑ์สุขภาพ จึงควรพิจารณาข้อความสรรพคุณที่แสดงไว้บนฉลากเท่านั้น ไม่ควรหลงเชื่อข้อมูลโฆษณาที่มีลักษณะจูงใจกล่าวอ้างสรรพคุณเกินจริง

    อ่านเพิ่มเติม
  • เคล็ดลับการทานยาน้ำสมุนไพร
    09 08
    ท่านที่เป็นโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ อยู่และรักษาด้วยการรับประทานยาแพทย์แผนปัจจุบันมานานแต่ยังไม่หายเป็นปกติ หรือบ้างโรคก็ดีขึ้น บางโรคทานยาอย่างไร ก็ยังเหมือนเดิม บางโรคแย่ลงหรือทรุดนักลงไปเรื่อยๆ และเมื่อท่านรักษาด้วยยาแผนปัจจุบันมากๆ เป็นเวลานาน ยาแผนปัจจุบันบางชนิด เมื่อทานมากๆ จะไปทำให้เกิดผลข้างเคียงต่อร่างกาย และอวัยวะภายใน เช่น ตับไป กระเพาะอาหารจะทำงานหนักจนเกินไป และเสื่อมสภาพลง ยาแผนปัจจุบันบางชนิดจะทำให้กระดูกเสื่อมหรือผุด้วย
    ฉะนั้น ผม หมอณรงค์ พุ่มโพธิ์งาม จึงขอแนะนำให้ท่านที่มีปัญหาสุขภาพต่างๆ ทุกท่าน หันมาทำการรักษาด้วยสมุนไพรจีน หรือสมุนไพรเสริมอาหารควบคู่กันไปอีกทางหนึ่ง อาการโรคต่างๆที่เป็นอยู่ของทุกท่านจะสามารถดีขึ้น เพราะว่าสมุนไพรจีนจะไปทำการบำรุงรักษาที่ต้นเหตุของการเกิดโรคภัยต่างๆ และเมื่อต้นเหตุดี ปลายเหตุก็จะดีขึ้นตามลำดับ อีกทั้งสมุนไพรจีนไม่มีพิษภัยและไม่ส่งผลข้างเคียงที่ไม่ดีต่อร่างกายและอวัยวะภายใน
    อ่านเพิ่มเติม
  • เปรียบเทียบการรักษาทางคลินิกแผนจีน - แผนตะวันตก (ตอนที่ 1) รักษาปรากฏการณ์และธาตุแท้
    04 08
    วันนี้มีเรื่องผู้ป่วยมาเล่าให้ฟัง เพื่อให้เข้าใจเกี่ยวกับศาสตร์แพทย์แผนจีนได้ชัดเจนขึ้น

    ผู้ป่วยไทรอยด์เป็นพิษราย หนึ่งได้รับการเยียวยาด้วยยากดการทำงานของต่อมไทรอยด์ และยาลดอาการใจสั่นอยู่ นานประมาณ 2 ปี ผลการรักษาไม่ค่อยได้ผล ผู้ป่วยจึงได้รับการแนะนำให้กินน้ำแร่ และได้ยารักษาภาวะไทรอยด์ต่ำ (ยาฮอร์โมนไทรอยด์) มากิน

    1 ปีหลังจากการกินน้ำแร่ ผู้ป่วยเปลี่ยนจากโรคภาวะไทรอยด์เกิน (เป็นพิษ) กลายเป็นผู้ป่วยภาวะฮอร์โมนไทรอยด์พร่อง (ขาด) เปลี่ยนจากอาการขี้ร้อน หงุดหงิด นอนไม่หลับ กลายเป็นคนหนาวง่าย เฉื่อยชา ง่วงนอนเก่ง

    ถ้ามองโดยภาพรวมเหมือนตาชั่งที่มี 2 ข้าง แต่เดิมน้ำหนักถ่วงมาก ข้างหนึ่งเกิดการเสียสมดุล พอรักษาจบกระบวนความ กลายเป็นตาชั่งเอียงมาอีกข้างหนึ่ง

    ความจริงเราต้องการตาชั่งให้มีความสมดุล ไม่ใช่ต้องการเอียงไปอีกข้างหนึ่ง การรักษาแบบนี้ถือว่ายังไม่ใช่การรักษาในเชิงอุดมคติ

    สาเหตุของต่อมไทรอยด์ทำงานมากผิดปกติ ยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่นอน
    ปกติการทำงานของต่อมไทรอยด์อยู่ภายใต้การควบคุมของต่อมใต้สมอง ถ้าต่อมไทรอยด์ทำงานน้อย ต่อมใต้สมองจะหลั่งฮอร์โมนมากระตุ้นให้ทำงานมาก แต่ถ้าต่อมไทรอยด์ทำงานมาก ต่อมใต้สมองจะลดการหลั่งฮอร์โมนมากระตุ้นทำให้ทำงานน้อยลง

    ผู้ป่วยไทรอยด์เป็นพิษ คือผู้ป่วยที่ต่อมไทรอยด์ทำงานมากเกิน โดยต่อมใต้สมองไม่สามารถควบคุมได้ ฮอร์โมนไทร็อกซีนที่มากเกินก็จะกระตุ้นการทำงานของเซลล์ต่างๆ ให้ทำงานมากผิดปกติ เกิดอาการต่างๆ เช่น มือสั่น หงุดหงิด ขี้ร้อน โมโหง่าย กินจุ น้ำหนักลด นอนไม่หลับ ความดันสูง เป็นต้น


    มองแบบแพทย์จีน : ภาวะยินพร่อง ไฟกำเริบ

    ร่างกายผู้ป่วยไทรอยด์เป็นพิษจะมีภาวะหยางมาก หรือมีไฟ ระบบประสาทที่เกี่ยวข้องกับการเผาผลาญ การกระตุ้นการทำงานของระบบต่างๆ มากกว่าปกติ มีลักษณะไปทางหยาง เช่น หิวเก่ง ใจสั่น รู้สึกร้อน ความดันสูง หงุดหงิด ท้องเสีย เป็นต้น

    ความผิดปกติของร่างกายมีผลต่อระบบฮอร์โมน หลายชนิด หลายระบบ ตั้งแต่ระบบประสาทอัตโนมัติ ต่อมหมวกไต ระบบไฮโพทาลามัส ต่อมใต้สมอง ต่อมไทรอยด์ ต่อมเพศ ยังทำให้ระดับ C-AMP ในเลือดสูงขึ้น ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายต่ำลงอีกด้วย

    สาเหตุส่วนใหญ่มาจากภาวะการเสียสมดุลแพทย์จีนเรียกว่า "ยินพร่อง" เป็นภาวะที่เซลล์แห้ง ขาดสารยิน (ขาดสารน้ำและของเหลวภายในเซลล์) ทำให้เกิดความร้อนภายในเซลล์ ซึ่งมีผลกระทบต่อทุกระบบของร่างกาย ไม่ใช่เฉพาะตัวต่อมไทรอยด์เท่านั้น

    การแก้ปัญหาหรือมุ่งเน้นที่ตัวไทรอยด์อย่างเดียวจึงมีลักษณะจำเพาะเกินไป
    การรักษาแผนปัจจุบันใช้กลุ่มยาต้านไทรอยด์ (antithyroid drug) เช่น เมทิมาโซล (methimazole) หรือโพรพีลไทโอยูราซิล (propylthiouracil)

    ถ้ารักษา 18-24 เดือนไม่ได้ผล แพทย์จะพิจารณากินน้ำแร่หรือการผ่าตัด
    การผ่าตัดยุ่งยากกว่า เพราะอาจมีโอกาสตัดต่อมพาราไทรอยด์ออกไปด้วย และอาจตัดถูกประสาทกล่องเสียง (laryngeal nerve) ทำให้เสียงแหบ
    การกินน้ำแร่ง่ายกว่า แต่โอกาสเกิดต่อมไทรอยด์ทำงานต่ำได้สูงมาก


    การปรับสมดุลยิน-หยาง โดยการบำรุงสารยินและระบายร้อน

    การปรับสมดุลยิน-หยางนั้น เป็นการสร้างเงื่อนไขและปรับสภาพของเซลล์ไม่ให้แห้งและลดภาวะไฟที่กำเริบ เป็นการปรับพื้นฐานเพื่อให้เซลล์เข้าสู่ภาวะสมดุลของยิน-หยาง และเมื่อใช้ร่วมกับการควบคุมฮอร์โมนไทรอยด์ที่สูงด้วยยาแผนปัจจุบัน การลดขนาดของยา และหยุดยาต้านไทรอยด์มีโอกาสประสบความสำเร็จสูง


    การใช้ยาต้านไทรอยด์

    การ ใช้ยาต้านไทรอยด์ กล่าวได้ว่า เป็นการรักษาปรากฏการณ์ของฮอร์โมนไทรอยด์สูง จวื่อเปียว ส่วนการปรับยิน-หยางของเซลล์และระบบต่างๆ ของร่างกายไม่ให้แห้ง และไม่ให้เกิดไฟ รวมทั้งการขับความร้อนภายในเซลล์ เรียกว่า การรักษาธาตุแท้จวื่อเปิ่น

    แผนปัจจุบันมักรักษาอาการ รักษาปรากฏการณ์ ใช้วิธีการลด ทำลาย เมื่อพบความผิดปกติที่จุดใดจุดหนึ่ง และอธิบายสาเหตุของความผิดปกติไม่ได้ มักจะลงเอยว่าเป็นปฏิกิริยาภูมิแพ้ตัวเอง หรือออโตอิมมูน (autoimmune) เวลาแก้ปัญหาปฏิกิริยาภูมิแพ้ ก็ใช้ยาไปกดภูมิคุ้มกันอีก (ไม่ใช่วิธีการไปปรับระบบภูมิแพ้) ซึ่งสร้างปัญหาและผลข้างเคียงของการรักษาจากยาให้กับผู้ป่วยอีก


    การศึกษาวิจัยภาวะไทรอยด์เป็นพิษและการรักษา

    ปัจจุบันภาวะไทรอยด์เป็นพิษส่วนมากเมื่อวินิจฉัย ตามหลักการแยกภาวะโรคและร่างกาย หรือเปี้ยนเจิ้ง จัดเป็นภาวะยินพร่องไฟกำเริบ


    ภาวะไฟกำเริบ

    1. ไฟของตับ หงุดหงิด โมโหง่าย ปวดชายโครง ประจำเดือนผิดปกติ มือสั่น
    2. ไฟของหัวใจ ใจสั่น นอนไม่หลับ ปลายลิ้นแดง
    3. ไฟของกระเพาะอาหาร หิวเก่ง กินจุ ตัวผอมแห้ง

    ภาวะยินพร่อง

    1. ยินของหัวใจพร่อง ใจสั่น นอนไม่หลับ เหงื่อออกมาก หัวใจเต้นไม่เป็นจังหวะ
    2. ยินของตับพร่อง เวียนศีรษะ ตาแห้ง หงุดหงิด อาการสั่น
    3. ยินของไตพร่อง ร้อนฝ่ามือฝ่าเท้าและกลางหน้าอก หน้าแดง โดยเฉพาะหลังเที่ยง เอว เข่า เมื่อยอ่อนล้า ผมร่วง เสียงดังในหู

    การรักษาทางคลินิก

    1. เสริมบำรุงยิน ระบายร้อน โดยวิธีการนี้ทำให้สามารถคุมระบบสมองใหญ่ ระบบต่อมใต้สมอง ระบบต่อมหมวกไต และมีผลต่อการควบคุมต่อมไทรอยด์ได้ดีขึ้น
    2. เสริมพลังชี่ บำรุงยิน เป็นวิธีการเสริมภูมิคุ้มกันร่างกาย โดยเฉพาะกลุ่มเซลล์แมกโครฟาจ (macrophage) และปรับสมดุลของสารน้ำในเซลล์ควบคู่กันไป

    สรุป

    • ทฤษฎียิน-หยางของแพทย์จีน มุ่งเน้นการแยกแยะ สรรพสิ่งเป็น 2 ด้านเสมอ
    • สิ่งก่อโรค (เสียชี่ ) กับ ภูมิร่างกาย (เจิ้งชี่ )
    • อาการของโรค กับ เหตุแห่งโรค
    • ร่างกายภายนอก กับ อวัยวะภายใน
    • โรคใหม่ที่เพิ่งปรากฏ กับ โรคที่เป็นอยู่ก่อน

    สิ่งก่อโรค อาการของโรค สิ่งปรากฏภายนอกร่างกาย โรคที่เพิ่งปรากฏให้เห็น จัดเป็นปรากฏการณ์ บางทีเรียกว่า ปลายเหตุ

    ภูมิร่างกาย เหตุแห่งโรค โรคอวัยวะภายใน โรคที่เป็นอยู่ก่อน จัดเป็นธาตุแท้ บางทีเรียกว่า ต้นเหตุ


    การรักษาโรคด้วยทัศนะแพทย์แผนปัจจุบัน มักจับเอาปรากฏการณ์เฉพาะส่วนมาวินิจฉัย ว่าเป็นโรคอะไร แล้วให้การรักษา ซึ่งจะได้ผลดีเฉพาะส่วน แต่ไม่ได้แก้ธาตุแท้และองค์รวมของปัญหาทั้งหมด การรักษาจึงมักเกิดผลข้างเคียงที่ไม่พึงประสงค์ต่อระบบต่างๆ

    การรักษาโรคด้วยทัศนะแพทย์แผนจีน มักเน้นการปรับสมดุลพื้นฐานของร่างกาย เป็นการสร้างเงื่อนไข ไม่ให้เกิดโรคหรือทำให้โรคถูกควบคุมด้วยภาวะเงื่อนไขที่เปลี่ยนแปลงไป เป็นการรักษาที่ธาตุแท้ และมีลักษณะองค์รวม ร่วมกับการรักษาอาการ

    การแพทย์ในเชิงบูรณาการคือการแก้ปัญหาทั้งปรากฏการณ์ที่พบ ที่การปรับสมดุลพื้นฐานของร่างกาย ซึ่งเป็นธาตุแท้ของการเกิดโรค โดยเลือกเอาข้อดีข้อเด่นของแต่ละศาสตร์มาร่วมกัน จะทำให้การรักษามีประสิทธิภาพสูงและป้องกันจุดอ่อนของความโน้มเอียงการรักษาทางการแพทย์ที่สุดขั้ว

    บทความนี้เป็นลิขสิทธิ์ของ นายแพทย์วิทวัส (ภาสกิจ) วัณนาวิบูล แห่ง มูลนิธิหมอชาวบ้าน ซึ่งเว็ป LoveYouPlaza.com ได้ขออนุญาตในการลงเผยแพร่เพื่อเป็นวิทยาทานเรียบร้อยแล้ว ทีมงานLoveYouPlaza.com ขอขอบคุณคุณหมออย่างสูงมา ณ โอกาสนี้ด้วย
    yinyang

    อ่านเพิ่มเติม
  • เปรียบเทียบการรักษาทางคลินิกแผนจีน - แผนตะวันตก (ตอนที่ 2) รักษาแบบองค์รวมกับรักษาเฉพาะส่วน
    04 08
    บทนำต้นๆของคนที่ศึกษาศาสตร์แพทย์แผนจีนจะได้รับการเน้นย้ำเสมอว่า แพทย์แผนจีนมีจุดเด่นที่สำคัญยิ่งประการหนึ่งคือ ทัศนะองค์รวม


    เพื่อให้เกิดความเข้าใจรูปธรรมของการเปรียบเทียบกับการแพทย์แผนปัจจุบันที่มักเน้นการรักษาเฉพาะส่วนจึงขอนำตัวอย่างผู้ป่วยจริงที่พบเห็นทางคลินิกมาเป็นตัวอย่าง

    ผู้ป่วยนอนไม่หลับ ฝัน ประจำเดือนมามากผิดปกติ

    ผู้ป่วยหญิงอายุ 25 ปี มาปรึกษาแพทย์จีนด้วยปัญหานอนไม่หลับมานาน 3 เดือน ได้ปรึกษาแพทย์แผนปัจจุบัน แพทย์ให้ยาคลายเครียดและยานอนหลับมากินก็ยังนอนไม่หลับ ผู้ป่วยเป็นคนขี้กังวล ใจสั่น ตกใจง่าย มึนงงศีรษะเป็นประจำ ขณะจะนอนหลับมักมีเรื่องที่ผ่านเข้ามาในสมองให้คิดตลอดเวลา ยับยั้งการคิดไม่ได้

    นอกจากนั้นยังมีอาการเบื่ออาหาร อาหารไม่ย่อย อ่อนเพลีย และมีประจำเดือนปริมาณมากมาแต่ละครั้งนาน 7 วัน ขณะมีประจำเดือนก็จะเมื่อยล้า ปวดเมื่อยทั้งตัว บางเดือนต้องลาหยุดงานบ่อยๆ

    ผู้ป่วยเป็นคนที่ร่างกายอ่อนแอมาตลอด เพราะป่วยเรื้อรังด้วยอาการปวดศีรษะไมเกรนเป็นประจำ ขณะเดียวกันหน้าที่การงานก็เป็นเจ้าหน้าที่ธนาคารแห่งหนึ่ง ที่ต้องเคร่งเครียดกับงานตลอดเวลา การตรวจด้วยแผนปัจจุบันและทำ MRI ไม่พบความผิดปกติ


    มุมมองของแพทย์แผนปัจจุบัน

    เบื้องต้นสรุปได้ว่าผู้ป่วยรายนี้มีปัญหาความเครียด ทางจิตใจที่เป็นผลจากความเจ็บป่วยของร่างกายและการงาน การพักผ่อนไม่เพียงพอ ทำให้ร่างกายทรุดโทรมต่อเนื่อง ความเครียดทำให้มีผลต่อการทำงานของระบบย่อยและดูดซึมอาหาร และความอยากอาหารลดลง ทำให้ร่างกายได้รับอาหารไม่เพียงพอ ซ้ำเติมให้ภาวะร่างกายแย่ลงไปอีก

    การรักษาต้องเน้นที่การแก้ภาวะจิตใจและให้ยาแก้อาการเฉพาะหน้าเพื่อบรรเทาอาการ เช่น ยาคลายเครียด ยานอนหลับ ยาช่วยย่อยอาหารหรือยากระตุ้นความอยากอาหาร ถ้าปวดไมเกรนก็ให้ยาบรรเทาอาการปวดไมเกรน

    ส่วนปัญหาเรื่องประจำเดือนออกมากผิดปกติ อาจจะต้องตรวจเช็กเกล็ดเลือดว่าต่ำหรือไม่ ถ้าต่ำอาจต้องพิจารณาให้ยาสเตียรอยด์ และให้การบำรุงเลือด เช่น เหล็ก โฟลิก วิตามิน

    ทั้งหมดที่กล่าวมา ถึงแม้จะเห็นความสัมพันธ์ต่อเนื่องของปัญหาความเครียดที่ส่งผลต่อภาวะร่างกาย ทำให้เกิดปัญหาต่างๆ อธิบายได้บ้างไม่ได้บ้าง แต่วิธีการรักษาจะมีลักษณะแยกส่วนรักษาเป็นเรื่องๆ ตามอาการ รอให้ร่างกายสามารถปรับสมดุลได้เอง การใช้ยาก็จะหมดความจำเป็น โดยเฉพาะปัญหาความเครียด เป็นเรื่องใหญ่ที่ไม่สามารถใช้ยาเป็นด้านหลักของการรักษา


    มุมมองของแพทย์แผนจีน

    ปัจจัยของการเกิดโรคที่มีผลกระทบต่ออวัยวะภายใน (จั้งฝู่) โดยตรงคือปัญหาทางจิตใจและอารมณ์ แพทย์แผนจีนอธิบายว่าอารมณ์ทั้ง 7 (โมโห ดีใจ กังวล เศร้าโศก เสียใจ ตกใจ กลัว) มีผลโดยตรงต่อสุขภาพ โดยเฉพาะการทำงานของอวัยวะภายในที่ควบคุมการทำงานทั้งหมดของร่างกาย


    อวัยวะแรกที่กระทบคือ หัวใจ (มีความหมายกว้าง รวมถึงสมองและระบบประสาทอัตโนมัติ) กรณีที่ผู้ป่วยมีความวิตกกังวลเป็นอารมณ์พื้นฐานจะส่งผลกระทบต่อ อวัยวะม้าม (เกี่ยวข้องกับความอยากอาหาร การย่อยและการดูดซึมอาหาร)

    เมื่อร่างกายอยู่ในภาวะเครียด วิตกกังวลนานๆ จะทำให้

    1. พลังหัวใจอ่อนพร่อง ทำให้เกิดอาการนอนไม่หลับ ฝัน สมาธิไม่ดี ตกใจง่าย ความจำเสื่อม
    2. พลังกระเพาะอาหารและม้ามพร่อง ทำให้ไม่อยากอาหาร การย่อยและดูดซึมอาหารแย่ลง ร่างกายอ่อนเพลีย ท้องอืด บางครั้งท้องเสีย อาหารไม่พอจะไปเลี้ยงสมอง ทำให้เกิดอาการมึนงง
    3. พลังม้ามพร่อง นอกจากการสร้างเลือดน้อยแล้ว อาจเกิดภาวะเกล็ดเลือดต่ำ ทำให้ประจำเดือนมีมากผิดปกติ ตามทฤษฎีแพทย์จีน ม้ามควบคุมเลือดให้อยู่ในหลอดเลือด ถ้าพลังม้ามพร่องทำให้ประจำเดือนออกมาก

    การรักษาด้วยแพทย์แผนจีน นอกจากจะเห็นพ้องกันกับแผนปัจจุบันเรื่องการแก้ไขความเครียดหรืออารมณ์ที่เป็นปัญหาหลักแล้ว แพทย์จีนสรุปการวินิจฉัย กลุ่มอาการของผู้ป่วยรายนี้ว่าเป็นภาวะ "เลือดและพลังของหัวใจ และม้ามพร่อง และภาวะม้ามไม่สามารถควบคุมเลือด"

    การตรวจร่างกาย นอกจากประวัติข้างต้นแล้ว พบว่าผู้ป่วยมีลิ้นซีด ชีพจรเล็กอ่อนแรง

    เปรียบเทียบการรักษาระหว่างแพทย์แผนปัจจุบันและแพทย์แผนจีน

    1. ปัญหาการนอนไม่หลับ

    ผู้ป่วยบางรายเมื่อได้ยานอนหลับแบบแพทย์แผนปัจจุบัน กลับไม่หลับ แต่ถ้าให้ยานอนหลับที่แรงมาก จะหลับและเพลียตลอดทั้งวัน มึนงงทั้งวัน
    แพทย์แผนปัจจุบันเน้นการคลายหรือกดประสาท แต่แพทย์แผนจีนมองว่าต้องบำรุงประสาท (บำรุงพลังและเลือดของหัวใจ) ให้มีกำลังพอเป็นหลัก เสริมฤทธิ์ด้วยยาสมุนไพรจีนช่วยนอนหลับเป็นด้านรอง มีแต่การบำรุง (เพราะพลังหัวใจพร่องมาก) เป็นหลักเท่านั้นจึงทำให้หลับ ถ้ายังไปใช้วิธีการกดประสาท พลังหัวใจจะยิ่งอ่อนแอมากขึ้น ไม่สามารถแก้ปัญหาระยะยาวได้

    2. ปัญหาระบบย่อยอาหาร

    แพทย์แผนปัจจุบันเน้นที่การกระตุ้นความอยากอาหาร ใช้ยาช่วยย่อยอาหารและเสริมบำรุงวิตามิน ธาตุเหล็ก กรดโฟลิก กรณีโลหิตจาง
    แพทย์แผนจีนเน้นบำรุงระบบม้าม เพื่อทำให้ความอยากอาหาร การย่อยและดูดซึมอาหารทำงานดีขึ้น ก่อน การบำรุงด้วยธาตุเหล็กหรือวิตามิน ในขณะที่ระบบย่อยอาหารไม่ดี จะทำให้ไม่สามารถดูดซึมได้ บางรายกลับท้องเสีย ปวดท้องเนื่องจากระคายเคืองจากธาตุเหล็กที่ได้ เมื่อพลังม้ามดีขึ้น การลำเลียงอาหารไปสมองดีขึ้น สมองได้อาหารหล่อเลี้ยง จะไม่มึนงง สมาธิดีขึ้น สมองได้รับการบำรุง

    3. ภาวะประจำเดือนมามากผิดปกติ

    ถ้าพบว่าเกล็ดเลือดต่ำโดยไม่พบสาเหตุ ทางแพทย์แผนปัจจุบันอาจพิจารณาใช้ยาสเตียรอยด์ เพื่อทำให้เกล็ดเลือดสูงขึ้น ทำให้เลือดหยุด แต่การศึกษาวิจัยพบว่า ถ้าเพิ่มพลังและเลือดของระบบม้ามด้วยยาสมุนไพรจีน จะมีผลทำให้เกล็ดเลือดสูงขึ้นได้ และทางคลินิกสามารถรักษาภาวะเลือดออกมากโดยไม่รู้สาเหตุในระบบต่างๆ รวมถึงการรักษาภาวะโลหิตจางได้ด้วย

    การใช้สเตียรอยด์ระยะยาวจะมีผล ข้างเคียงจากการใช้ยา ไม่ว่าจะเกิดสิว ตัวบวม เบาหวาน หน้ากลมเหมือนพระจันทร์ มีโหนกที่คอ กระดูกพรุน ติดเชื้อง่าย เป็นต้น แต่การใช้หลักการบำรุงม้ามเพื่อควบคุมเลือด จะปลอดภัยกว่ามาก

    สรุป

    แพทย์จีนมองปัญหาโรคและอาการต่างๆของผู้ป่วยเชื่อมโยงกันและวางการแก้ไขปัญหาหลักพื้นฐานด้วยการปรับสมดุล ส่วนยาแก้อาการเป็นเพียงตัวประกอบเพื่อให้การรักษาปรากฏการณ์ เรียกว่า รักษาทั้งแก่นและปรากฏการณ์ โดยวิธีนี้เท่านั้นจึงจะแก้ไขปัญหา ระยะยาวได้โดยไม่ก่อให้เกิดผลข้างเคียงของยา

    แผนปัจจุบัน แม้จะมีการมองปัญหาที่เชื่อมโยงกัน แต่ในทางปฏิบัติของการรักษา การใช้ยา มักคิดแบบวิธีแยกส่วน เช่น นอนไม่หลับ ต้องให้ยากดประสาท (ไม่มียาบำรุงให้หลับ นอกจากอาจพิจารณาใช้วิตามิน) ระบบย่อยไม่ดี (ต้องใช้ยากระตุ้นอาหาร ยาช่วยย่อย) เลือดออกมาก (ต้องหยุดเลือดหรือทำให้เกล็ดเลือดเพิ่ม) ยารักษาโลหิตจาง (วิตามิน ธาตุเหล็ก โฟลิก) เป็นต้น จะเห็นว่ายาที่ให้บางครั้งขัดแย้งกัน บางครั้งมีผลข้างเคียงที่ไม่ต้องการ เมื่อให้รวมๆกันไม่มีลักษณะผสมกลมกลืน เพื่อบรรลุจุดหมายเดียวกัน เมื่อต้องกินนานๆ จะมีผลอันไม่พึงประสงค์ตามมามาก

    การพิจารณาเปรียบเทียบแผนจีนกับแผนปัจจุบัน จะทำให้เราเลือกบริหารจัดการกับปัญหาผู้ป่วยในมุมมองที่กว้างขึ้น สามารถแก้อาการเฉพาะได้รวดเร็ว และการรักษาองค์รวมเพื่อให้ร่างกายฟื้นตัวกลับสู่สมดุลโดยเร็ว และไม่มีผลแทรกซ้อนจากการใช้ยา

    บทความนี้เป็นลิขสิทธิ์ของ นายแพทย์วิทวัส (ภาสกิจ) วัณนาวิบูล แห่ง มูลนิธิหมอชาวบ้าน ซึ่งเว็ป LoveYouPlaza.com ได้ขออนุญาตในการลงเผยแพร่เพื่อเป็นวิทยาทานเรียบร้อยแล้ว ทีมงานLoveYouPlaza.com ขอขอบคุณคุณหมออย่างสูงมา ณ โอกาสนี้ด้วย
    yinyang

    อ่านเพิ่มเติม
  • เปรียบเทียบการรักษาทางคลินิกแผนจีน - แผนตะวันตก (ตอนที่ 3) วิธีรักษาแบบข่มกับวิธีรักษาแบบระบาย
    04 08
    ผู้ป่วยที่มีอาการปวด มักจะคิดถึงยาแก้ปวด เมื่อไปหาเภสัชกรประจำร้านยา หรือหาหมอแผนปัจจุบัน ก็มักจะได้ยาแก้ปวดชนิดต่างๆ ตามแต่โรคที่เป็น เช่น ยาแก้ปวดไมเกรน ยาแก้ปวดประจำเดือน ยาแก้ปวดข้อ ยาแก้ปวดกระเพาะอาหาร ยาแก้ปวดกล้ามเนื้อ (บางรายได้คลายกล้ามเนื้อร่วมด้วย)

    ถ้ามีอาการอักเสบก็จะได้ยาต้านอักเสบ ถ้ามีความดันโลหิตสูงก็จะได้ยาลดความดันโลหิต ถ้ามีไขมันในเลือดสูงก็จะได้ยาลดไขมันในเลือด ถ้านอนไม่หลับ ก็จะได้ยาคลายเครียด หรือยากดประสาทช่วยให้นอนหลับ

    ทั้งหมดที่กล่าวมานี้เรียกว่า เป็นการรักษาแบบข่มหรือแบบกด เป็นวิธีแก้ปัญหาแบบควบคุมบังคับ ใช้ความเหนือกว่าไปสยบและควบคุมปัญหาหรืออาการที่เกิดขึ้น การรักษาแบบนี้เป็นวิธีการที่พบบ่อยในการรักษาโรคทางอายุรกรรมในการใช้ยาแบบการแพทย์แผนปัจจุบัน

    มีผู้ป่วยบางรายที่ไปรักษากับแพทย์แผนจีน ได้รับการวินิจฉัยว่าอาการปวดเกิดจากเลือดและพลังอุดกั้น ไม่ทะลวงก็ปวด-ทะลวงก็ไม่ปวด การรักษาอาการปวดจึงมักใช้วิธีการระบายทำให้การไหลเวียนคล่อง ตัวอย่างเช่น

    วิธีการฝังเข็มเพื่อทะลวงหรือระบายการอุดกั้นของเส้นพลังลมปราณ ใช้สมุนไพรจีน ทำให้เลือดไหลเวียนสลายการคั่งค้างของเลือดหรือการรักษาแบบปล่อยเลือด การเคาะเอาเลือดคั่งค้างออก ทั้งหมดนี้เรียกว่า การรักษาด้วยวิธีการระบาย


    ความคิดที่แตกต่าง

    วิธีการรักษาแบบข่มหรือกด

    เป็นแนวคิดการรักษาโรคทางอายุรกรรมที่เป็นด้านหลักของแผนปัจจุบัน มีรากฐานความคิดแบบวิทยาศาสตร์ ที่มองปัญหาแบบกลไกที่มีลักษณะจำเพาะสูง และมุ่งเน้นการเอาชนะธรรมชาติ ทั้งนี้เป็นผลจากวิธีการศึกษาที่ลงลึกถึงรายละเอียดในระดับเซลล์และระดับ ชีวเคมี (biochemistry) เป็นการมองปัญหาแบบเจาะลึก จึงเกิดแนวโน้มการรักษาเฉพาะส่วน และการรักษาตามอาการ โดยไม่พิจารณาปัจจัยที่สัมพันธ์เกี่ยวข้องแบบองค์รวม

    ตัวอย่าง
    ผู้ป่วยไทรอยด์เป็นพิษ เนื่องจากไม่ทราบสาเหตุที่แน่นอน แต่มีการกระตุ้นให้ต่อมไทรอยด์หลั่งฮอร์โมนออกมามากผิดปกติ วิธีแก้แบบแผนปัจจุบัน เมื่อรู้ว่ามีการกระตุ้นมากผิดปกติ ก็ใช้ยาไปกดการสร้างฮอร์โมนไทรอยด์ หรือไม่ก็ใช้การผ่าตัดต่อมไทรอยด์ทิ้ง หรือดื่มน้ำแร่กัมมันตภาพรังสี เพื่อทำลายต่อมไทรอยด์ จะได้ลดการสร้างฮอร์โมนไทรอยด์ที่เป็นตัวปัญหา

    ผู้ป่วยปฏิกิริยาภูมิไวเกิน เนื่องจากร่างกายตอบสนองต่อสิ่งกระตุ้นมากผิดปกติ ก็ใช้ยากดภูมิคุ้มกัน ยากลุ่มสตีรอยด์หรือยากดภูมิน้องๆ ยามะเร็ง เพื่อลดปฏิกิริยาภูมิไวเกินจะได้ไม่มีอาการแพ้ต่างๆ

    ผู้ป่วยกล้ามเนื้อใบหน้าอัมพาต (bell's palsy) สาเหตุการเกิดไม่ชัดเจน บ้างก็ว่ามาจากไวรัส แต่ผลสรุป เกิดจากการอักเสบของประสาทสมองคู่ที่ 7 สุดท้ายการรักษาก็ใช้ยาลดการอักเสบด้วยยาสตีรอยด์ แล้วปล่อยให้ร่างกายฟื้นตัวเอง


    ผู้ป่วยไขมันในเลือดสูง ยาเคมีกลุ่มที่ใช้มากที่สุดคือกลุ่มสะเททิน (statin) กลไกออกฤทธิ์คือการยับยั้งหรือกดการสร้างเอนไซม์ HMG-CoA reductase เพื่อลดการสร้างคอเลสเตอรอลของตับที่ส่งเข้าสู่กระแสเลือด แต่ผลที่ตามมาคือทำให้เกิดการอักเสบของตับ และเกิดการปวดเกร็งของกล้ามเนื้อทั่วร่างกาย

    อีกตัวอย่างของการแก้ปัญหาการกดและข่มเพียงด้านเดียวที่พบบ่อยในทางคลินิก คือการรักษาโรคมะเร็ง ในผู้ป่วย ก้อนมะเร็งระยะแรกที่สามารถผ่าตัดนำก้อนออกได้ ถือว่าการรักษาโดยการผ่าตัดหรือทำลายมะเร็งเป็นผลสำเร็จได้ผลที่เป็นประโยชน์มาก แต่เมื่อยังผนวกการรักษาด้วยเคมีบำบัด หรือการใช้รังสีบำบัด โดยมุ่งเน้นการกดหรือทำลายต่อไปเพียงด้านเดียว กลับสร้างเงื่อนไขที่เป็นโทษตามมา ทำให้เกิดตกค้างของสารเคมี มีการสะสมพิษในร่างกายมากขึ้นอีก การที่เนื้อเยื่อดีถูกทำลาย ก็เป็นการซ้ำเติมภูมิคุ้มกันของร่างกายอีก การไหลเวียนเลือดและพลังก็จะติดขัดไปหมด

    การใช้วิธีการรักษาแบบข่มหรือกด แม้ว่าจะทำให้เห็นผลการรักษาเฉพาะหน้าที่ชัดเจน แต่ไม่สามารถแก้ปัญหาระยะยาวของผู้ป่วยได้ การควบคุมโดยสารเคมีเพื่อระงับอาการอย่างต่อเนื่อง นอกจากจะเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุแล้ว มักจะเกิดผลข้างเคียง และการสะสมพิษของสารเคมีตามมาอย่างมากมาย จึงพบว่าผู้ป่วยโรคไตวายเรื้อรัง ผู้ป่วยมะเร็ง มีแนวโน้มมากขึ้น หลังจากพบการกินยาเคมีเป็นเวลาหลายๆ ปี


    วิธีการรักษาแบบระบาย

    เป็นแนวคิดที่ทำให้เกิดการไหลเวียนที่คล่องตัวไม่ติดขัด เพื่อปรับสภาพทั้งระบบ สร้างเงื่อนไขให้กับการฟื้นตัวของโรค เพราะถ้าการไหลเวียนของเลือดและพลังคล่องตัวก็จะไม่เกิดโรค ในทางปฏิบัติอาจต้องพิจารณาเสริมยาบำรุงเลือด พลัง หรือยิน-หยางควบคู่ไปด้วย (เสริมส่วนที่พร่อง)


    วิธีรักษาแบบระบายของศาสตร์แพทย์แผนจีน มีหลายวิธี เช่น

    1. การทำให้เหงื่อออก
    2. การทำให้อาเจียน
    3. การทำให้ถ่าย
    4. การขับพิษขับร้อน
    5. การสลายก้อน
    6. การฝังเข็ม และการปล่อยเลือด
    ผู้ป่วยมีอาการปวดประจำเดือน ปวดแน่นหัวใจ ปวดกล้ามเนื้อ ปวดศีรษะไมเกรน ปวดแน่นท้อง ฯลฯ มีหลายสาเหตุ เช่น ภาวะหยางพร่อง ร่างกายมีความเย็นมากเกินไป ภาวะเลือดและพลังพร่อง บางรายเกิดจากเลือดหนืดข้น ผลตามมาทำให้เลือดไหลเวียนติดขัด

    โดยหลักการระบายคือการทำให้พลังหรือเลือดมีการไหลเวียนปกติ ไม่ติดขัด อาการหรือการปวดติดขัดถือเป็นจุดเริ่มต้นของความผิดปกติของการขาดเลือดและพลังมาหล่อเลี้ยง เป็นจุดเริ่มต้นของการเกิดพยาธิสภาพ นำมาซึ่งการเกิดโรคในเวลาต่อมา เช่น ก้อนเนื้อมะเร็ง

    การใช้หลักการรักษาแบบระบายหรือสลายการอุดกั้นของเลือดและพลัง การสลายอาหารหรือเสมหะที่ตกค้าง (เป็นสาเหตุของเสียและการเกิดก้อนไขมันในเลือด) การนำเลือดออก (blood letting) การขับพิษขับร้อนโดยการถ่ายหรือขับออกทางเหงื่อ จึงมีลักษณะรักษาอาการปวดและป้องกันยับยั้งการดำเนินของโรคไปในทางที่เลว ร้ายพร้อมๆ กันไป


    ประสาน "วิธีรักษาแบบข่ม" กับ "วิธีรักษาแบบระบาย"

    โดยพื้นฐานถ้าอาการไม่รุนแรงมาก การใช้วิธีการรักษาแบบระบายปรับการไหลเวียนเลือดและพลัง สามารถแก้อาการปวดและปัญหาพื้นฐานของโรคได้โดยไม่ต้องใช้วิธีการกด ซึ่งนับว่าปลอดภัย เป็นการรักษาและป้องกันไปพร้อมกัน

    การใช้วิธีรักษาแบบกดมีประโยชน์มากถ้าเป็นการใช้ระยะสั้น และเป็นมาตรการที่ต้องการผลรวดเร็วในการแก้อาการเฉพาะหน้า แต่ไม่ใช่วิธีแก้พื้นฐานของปัญหา

    นี่คงเป็นเหตุผลที่พบได้บ่อยๆ ว่าทำไมผู้ป่วยไมเกรน ผู้ป่วยปวดท้องประจำเดือน ผู้ป่วยมะเร็ง ผู้ป่วยปวดเรื้อรัง เป็นต้น เมื่อรักษาด้วยการแพทย์แผนปัจจุบันเพียงอย่างเดียว จึงไม่ประสบผลการรักษาที่ประทับใจ แต่เมื่อลองมาใช้การรักษาแบบการแพทย์แผนจีนร่วมด้วย ทำให้การรักษาได้ผลดีขึ้นกว่าเดิม

    มุมมองที่แตกต่างกัน มาจากพื้นฐานปรัชญาความคิด องค์ความรู้ ทฤษฎีที่แตกต่างกัน วิธีการแก้ปัญหาก็ต่างกัน การแก้ปัญหาใดๆ ก็ตาม จะต้องแยกแยะปัญหาหลัก ปัญหารอง ต้องพิจารณา 2 ด้านเสมอ ต้องแก้ทั้งปัจจัยหลักและปัจจัยแวดล้อมที่เป็นเงื่อนไขของการเกิดปัญหา การแก้ปัญหาต้องพิจารณา ทั้งวิธีรักษาแบบกดอาการและต้องมีวิธีรักษาแบบระบายควบคู่กันไป

    การผสมกลมกลืนทั้งวิธีการตรวจวินิจฉัย หลักการรักษา และวิธีการรักษาของศาสตร์การแพทย์แผนจีน และการแพทย์แผนปัจจุบัน จะทำให้สามารถนำข้อดีของแต่ละแผนมาดูแลผู้ป่วยได้ดียิ่งขึ้น

    บทความนี้เป็นลิขสิทธิ์ของ นายแพทย์วิทวัส (ภาสกิจ) วัณนาวิบูล แห่ง มูลนิธิหมอชาวบ้าน ซึ่งเว็ป LoveYouPlaza.com ได้ขออนุญาตในการลงเผยแพร่เพื่อเป็นวิทยาทานเรียบร้อยแล้ว ทีมงานLoveYouPlaza.com ขอขอบคุณคุณหมออย่างสูงมา ณ โอกาสนี้ด้วย
    yinyang

    อ่านเพิ่มเติม
  • เปรียบเทียบการรักษาทางคลินิกแผนจีน - แผนตะวันตก (ตอนที่ 4) ยาเคมีกับยาสมุนไพรจีน
    04 08

    ผู้ป่วยที่ไปรักษาโรคกับหมอแผนปัจจุบัน จะได้ยาเคมีมารักษาบำบัดโรค เวลาไปหาหมอจีน ถ้าต้องให้ยา ก็จะได้ยาสมุนไพรมากิน

    ปัญหาที่ผู้ป่วยมักถามเสมอคือ ยาฝรั่งกินคู่กับยาจีนจะตีกันหรือไม่? กินยาจีนแล้วต้องกินยาฝรั่งไหม?


    ความแตกต่างระหว่างยาเคมีกับยาสมุนไพรจีน


    ยาเคมี
    : แพทย์แผนปัจจุบันใช้ยาที่เป็นเคมีสังเคราะห์พัฒนาเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทาง เคมีของยาในการรักษาโรค โดยยาเคมีไปมีผลต่อเนื้อเยื่อหรืออวัยวะโดยเปลี่ยนแปลงกลไกชีวเคมีระดับ เซลล์เป็นสำคัญ

    การทำงานระบบต่างๆ ของร่างกาย ถ้าเจาะลึกลงไประดับเซลล์ เราพบว่ามีปฏิกิริยาเคมีเกิดขึ้นมากมาย ทำให้ร่างกายสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ ตั้งแต่การย่อยสลาย และดูดซึมอาหาร การหายใจ การขับของเสียออกจากเซลล์ การขจัดพิษตกค้างภายในร่างกาย

    มุมมองการเปลี่ยนแปลงทางชีวเคมี หรือสารเคมีระดับเซลล์ มีลักษณะจำเพาะสูง และมีแนวโน้มของการรักษาไปทิศทางเดียว


    ตัวอย่างของกลุ่มยาเคมี

    1. ยาลดความดันโลหิตสูง
    2. ยาลดระดับน้ำตาลในเลือด
    3. ยารักษาหัวใจเต้นไม่เป็นจังหวะ
    4. ยาระงับการหอบหืด ยาขยายหลอดลม
    5. ยาละลายลิ่มเลือด ยาลดการจับตัวของเลือด
    6. ยาปฏิชีวนะ ต้านแบคทีเรีย ต้านไวรัส
    7. ยาต้านมะเร็ง
    เนื่องจากการวินิจฉัยโรคแบบแผนปัจจุบันเป็นการพยายามสืบค้นสาเหตุหรือสิ่งก่อโรค ที่มีลักษณะรูปธรรม (เชื้อโรค มะเร็ง ความผิดปกติของยีน ความผิดปกติของโครงสร้าง การกดทับหลอดเลือดหรือเส้นประสาท) ดังนั้นเมื่อพบความผิดปกติที่ชัดเจนก็ใช้วิธีการทำลายหรือยับยั้งด้วยยาหรือ การผ่าตัดตามแต่กรณี แต่ถ้าไม่พบสิ่งก่อโรคที่ชัดเจน ก็จะใช้ยาเคมีเข้าไปเปลี่ยนแปลงองค์ประกอบทางชีวเคมีของร่างกายที่ผิดปกติ ที่ทำให้เกิดโรค จึงมีลักษณะการแก้ปัญหาแบบแยกส่วน และการแก้ปัญหาตามอาการที่เกิดขึ้น

    ยาสมุนไพรจีน : มีลักษณะการปรับเปลี่ยนทางกายภาพหรือทางฟิสิกส์เป็นหลัก ทำให้สภาพของร่างกายมีเงื่อนไขที่เหมาะสมในการทำงาน ทำให้เกิดสมดุล ซึ่งสภาพทางกายภาพที่เหมาะสม เป็นภาพรวมที่ใหญ่กว่าและมีผลโดยอ้อม ทำให้เกิดภาวะที่เหมาะสมต่อการเกิดปฏิกิริยาเคมีของร่างกาย มีการปรับตัวเพื่อให้เกิดภาวะสมดุล

    นอกจากการปรับเปลี่ยนทางกายภาพแล้ว พบว่าสมุนไพรยังมีสารเคมีที่มีฤทธิ์เป็นยาหรือพฤกษเคมี (phytochemical) มีบทบาทการปรับเปลี่ยนชีวเคมีในปฏิกิริยาเคมีของร่างกายโดยตรงอีกด้วย ซึ่งจะพบได้จากการศึกษาวิจัยยาสมุนไพรและกลไกการออกฤทธิ์ที่มีการตีพิมพ์มากมาย


    ตัวอย่างและแนวคิดของแพทย์แผนจีนกับกลไกการออกฤทธิ์ของยาสมุนไพรจีน

    1. การปรับสมดุลทางกายภาพของร่างกาย โดยการปรับสมดุล ยิน-หยาง
      ตัวยาสมุนไพรจีนจะมีฤทธิ์ของยาใหญ่ 4 อย่าง เรียกว่าฤทธิ์ทั้ง 4 คือ เย็น ร้อน อุ่น ค่อนข้างเย็น การใช้ยาสมุนไพรปรับยิน-หยาง หรือภาวะร้อน-เย็น เพื่อสร้างภาวะแวดล้อมของร่างกายหรือเซลล์ เป็นเงื่อนไขพื้นฐานสำคัญต่อการทำงานเป็นปกติของเซลล์ เสมือนกับการเตรียมดิน ปุ๋ย น้ำและแสงสว่างที่เหมาะสำหรับการเพาะปลูกพืช
    2. การรักษาโรคเน้นสรรพคุณของยา อาศัยความแตกต่างของรสชาติทั้ง 5 ของสมุนไพร
      ยาจีนแบ่งเป็น 5 รส
      • รสเผ็ด มีสรรพคุณ ขับเหงื่อ กระจาย ทำให้พลังเคลื่อนไหว
      • รสหวาน มีสรรพคุณ บำรุง แก้ปวดเกร็ง ทำให้ชุ่ม ไม่แห้ง
      • รสขม มีสรรพคุณ สลายความชื้น ทำให้ถ่าย
      • รสเปรี้ยว มีสรรพคุณ ดึงรั้ง พยุงของเหลวในร่างกาย
      • รสเค็ม มีสรรพคุณ สลายก้อน ทำให้นิ่ม
    3. การเน้นกลไกพลังเพื่อปรับทิศทางพลังของร่างกาย
      ยาสมุนไพรจีนแบ่งกลไกการขับเคลื่อนพลังร่างกาย 4 ทิศทาง
        • ขึ้นบน เพื่อนำยาสู่ส่วนบนร่างกาย
        • ลงล่าง เพื่อนำยาลงส่วนล่างร่างกาย
        • ลอย เพื่อนำยาสู่ผิวภายนอกร่างกาย
        • จม เพื่อนำยาสู่ภายในร่างกาย
          ตัวอย่างเช่น
          1. ผู้ป่วยที่ถ่ายท้องบ่อยๆ และมีลำไส้ใหญ่ส่วนทวารปลายหย่อน (prolapse rectum) หรือผู้ป่วยที่มีมดลูกหย่อน แสดงถึงพลังส่วนกลางอ่อนแอ ต้องบำรุงพลังและทำให้พลังขึ้นบน- ผู้ป่วยหอบหืด ผู้ป่วยความดันโลหิตสูง ผู้ป่วยกรดไหลย้อน อาเจียน เรอ เป็นปัญหาของกลไกพลังย้อนทิศทางกับสภาพปกติ ต้องใช้ยาสมุนไพรที่มีสรรพคุณดึงลงล่างเป็นตัวประกอบในการรักษา- ผู้ป่วยไข้หวัด ลมพิษ (โรคที่อยู่ส่วนบนร่างกาย หรืออยู่บริเวณผิวหนังภายนอกระยะแรก) ต้องใช้ยารสเผ็ดมาช่วยกระจายปัจจัยก่อโรคให้ออกจากร่างกาย
          2. ผู้ป่วยที่เป็นโรคภายในต้องใช้ยาที่เสริมบำรุงเข้าไปภายใน ภาวะภายในร้อนมากต้องใช้ยาขับความร้อนจากภายใน

      4.เน้นการนำยาเข้าสู่อวัยวะเป้าหมาย เรียกว่า กุยจิง การเข้าเส้นลมปราณของยาสมุนไพรจีน
      เนื่องจากสมุนไพรแต่ละตัวมีการออกฤทธิ์ต่ออวัยวะภายในต่างๆกันไป การเลือกยาที่มีความจำเพาะต่ออวัยวะที่เกิดโรค ตามทฤษฎีแพทย์จีนจึงมีความสำคัญต่อการรักษาโรคอย่างมาก

        นอกจากการพิจารณาปรับสมดุลโดยภาพรวม (ยิน-หยาง) การเลือกตัวยาที่มีสรรพคุณเหมาะสม มีการควบคุมทิศทางของยาเพื่อปรับทิศทางพลัง รวมถึงกำหนดการใช้ยาให้เข้าสู่เป้าหมายที่ต้องการแล้ว เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดในการรักษาโรค ยังต้องคำนึงถึงการจัดยาให้เสริมฤทธิ์ ลดอาการต่างๆ ลดผลข้างเคียงของยา และการประสานยาให้เป็นหนึ่งเดียวของตำรับยาทั้งตำรับ ซึ่งเป็นจุดเด่นของการประกอบตำรับยาสมุนไพรจีน (การใช้ยาสมุนไพรตัวเดียว กรณีผู้ป่วยที่มีโรคค่อนข้างซับซ้อนจึงมักไม่ค่อยได้ผล)

        เปรียบเทียบความแตกต่างโดยสรุป

        ยาเคมีมีฤทธิ์ทิศทางเดียวเข้าสู่อวัยวะและเนื้อเยื่อที่แน่นอน เปลี่ยนแปลงชีวเคมีของร่างกายเพื่อแก้ความผิดปกติขององค์ประกอบทางเคมีระดับเซลล์ ระดับโมเลกุลไม่มีการปรับสมดุลทางกายภาพ (ยิน-หยาง) จึงเกิดผลเฉพาะส่วนที่รวดเร็ว แต่ไม่ได้สร้างเงื่อนไขการฟื้นตัว หรือสร้างภาวะที่เหมาะสมต่อการปรับตัวของร่างกาย เช่นตัวทำลายมะเร็ง แล้วสภาพแวดล้อมก็เหมือนเดิม หรือเลวร้ายมากขึ้นจากสารเคมีเป็นพิษตกค้างจากการใช้เคมีระยะยาว จึงเป็นการซ้ำเติมร่างกายโดยองค์รวม

        แพทย์แผนปัจจุบันไม่มีทัศนะเรื่องคุณสมบัติของยาในทัศนะ ยิน-หยาง ไม่มีความหมายยาในเรื่องของร้อน เย็น อุ่น ค่อนข้างเย็น จึงไม่มีการให้ยาในการปรับทิศทางภาพรวมทางกายภาพของร่างกาย แนวคิดส่วนใหญ่เป็นการมองระดับลึกที่มุ่งแก้ความผิดปกติที่เกี่ยวข้องกับ ชีวเคมีของร่างกาย จึงเกิดปัญหาผลข้างเคียงของยา หรือแม้ว่าโรคต่างๆ ควบคุมได้ดี แต่สภาพร่างกายโดยองค์รวมของผู้ป่วยกลับทรุดลง ทำให้มีแนวโน้มใช้ยามากขึ้นเรื่อยๆ เป็นการแก้ปัญหาแบบกลไก

        ยาสมุนไพรจีน ยาสมุนไพรมักมีฤทธิ์ปรับสมดุล ยิน-หยาง โดยองค์รวม ในตัวยาแม้จะเป็นสมุนไพรตัวเดียวก็ยังมีองค์ประกอบของพฤกษเคมีที่มากมายมี การควบคุมและการออกฤทธิ์ที่สลับซับซ้อน ยาบางตัวมีฤทธิ์ 2 ทิศทาง เช่น
        • โสมคน สามารถช่วยให้ความดันโลหิตของผู้ป่วย (ความดันต่ำ) สูงขึ้น และทำให้ความดันลดลงได้ (กรณีผู้ป่วยความดันโลหิตสูง)
        • ยาขาวยูนาน สามารถยืดหยุ่นได้กรณีที่เลือดออก แต่ก็สามารถสลายเลือดได้กรณีที่มีการตกค้างของเลือด (เมื่อเกิดช้ำใน)
        เมื่อใช้หลักของการประกอบตำรับยาเพื่อการรักษาโรคจะเห็นว่า การวินิจฉัยแยกแยะสภาพร่างกายของผู้ป่วยแต่ละรายมีความสำคัญมาก การจัดตัวยาต้องพิจารณาทั้งสภาพ ยิน-หยาง การเลือกสรรพคุณยา การเสริมฤทธิ์ยา การควบคุมฤทธิ์ยา การลดพิษของยา การประสานยาเข้าเป็นหนึ่งเดียว ด้วยการจัดวางบทบาทของยาอย่างเหมาะสม ทำให้การใช้ยาสมุนไพรมีประสิทธิภาพสูงและรักษาโรคได้อย่างเป็นองค์รวมขณะ เดียวกันพิษข้างเคียงของยาจึงน้อยกว่าการใช้ยาเคมี

        การบูรณการยารักษาโรคของแพทย์จีนกับแพทย์แผนปัจจุบัน
        แพทย์แผนปัจจุบัน ถ้าได้เรียนรู้ แนวคิดและทฤษฎีเกี่ยวกับแพทย์จีน จะทำให้สามารถนำไปประยุกต์ใช้ทางคลินิก และเข้าใจผลข้างเคียงของยาเคมีได้ดีขึ้น ตัวอย่างเช่น
        1. ยาปฏิชีวนะโดยทั่วไปจะมีคุณสมบัติเป็นรสขม จึงสามารถรักษาโรคติดเชื้อที่มีลักษณะอักเสบ ร้อนได้ เช่น ทอนซิลอักเสบ คออักเสบที่มีไข้ เสมหะเหลือง
          แต่ยาปฏิชีวนะไปรักษาผู้ป่วยแผลร้อนใน เรื้อรังที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง ร่างกายอ่อนแอไม่แข็งแรงหรือมีภาวะพลังหยางพร่อง จะไม่สามารถแก้ปัญหาได้ แต่กลับจะไปซ้ำเติมให้ร่างกายผู้ป่วยและภาวะภูมิคุ้มกันยิ่งแย่ลงไปอีก
        2. กลูโคสและวิตามินซี มีรสหวานเปรี้ยว มีสรรพคุณที่จะบำรุงพลังและตับ (รสเปรี้ยวเข้าตับ รสหวานบำรุงพลัง)
        3. ผู้ป่วยที่มีภาวะหยางแกร่ง ควรหลีกเลี่ยงยาบำรุงฤทธิ์ร้อน ยาที่มีฤทธิ์กระตุ้นการทำงานของร่างกาย เช่น กลุ่มยาลดการบวมแน่นจมูก (อีฟีดรีน) เป็นต้น
        แพทย์แผนจีนต้องเรียนรู้การวิจัยใหม่ๆเกี่ยวกับสมุนไพร และเข้าใจตัวยาเคมีในสมุนไพรและกลไกการออกฤทธิ์ทางเภสัชวิทยา เช่น ชิงเฮาซู่ สามารถรักษามาลาเรีย สารสกัดใบแปะก๊วย มีฤทธิ์ลดความดันโลหิต เพิ่มการไหลเวียนเลือด ฯลฯ

        การศึกษาความเป็นองค์รวมในการบริหารยาจีน และประสบการณ์ทางคลินิกตามศาสตร์แพทย์แผนจีน การเข้าใจกลไกออกฤทธิ์ของยาเคมีจากการวิจัยแบบแผนปัจจุบัน จะทำให้เราสามารถใช้ยาเคมีรักษาโรคร่วมกับการใช้ยาจีนได้อย่างเหมาะสม จะทำให้เราใช้ยาเคมีน้อยลงได้ และทำให้การรักษากลับไปสู่แนวธรรมชาติมากขึ้น

        อย่างไรก็ตาม ยาสมุนไพรจีนเองก็ไม่ใช่สิ่งที่ใครๆ จะกินกันเป็นโดยไม่มีข้อบ่งใช้ เพราะขึ้นชื่อว่ายาแล้วถ้าไม่มีความจำเป็น การกินยาสมุนไพรอย่างผิดๆ ก็มีภัยไม่แพ้ยาเคมีเหมือนกัน

        บทความนี้เป็นลิขสิทธิ์ของ นายแพทย์วิทวัส (ภาสกิจ) วัณนาวิบูล แห่ง มูลนิธิหมอชาวบ้าน ซึ่งเว็ป LoveYouPlaza.com ได้ขออนุญาตในการลงเผยแพร่เพื่อเป็นวิทยาทานเรียบร้อยแล้ว ทีมงานLoveYouPlaza.com ขอขอบคุณคุณหมออย่างสูงมา ณ โอกาสนี้ด้วย
        yinyang

      อ่านเพิ่มเติม
    4. เปรียบเทียบการรักษาทางคลินิกแผนจีน - แผนตะวันตก (ตอนที่ 5) เงื่อนไขการเกิดโรคกับสิ่งที่ทำให้เกิดโรค
      04 08

      ได้กล่าวมาหลายตอนเกี่ยวกับแนวคิดการรักษาแบบแผนจีนกับแผนตะวันตก ฉบับนี้จะขยายความลงรายละเอียด ถึงความแตกต่างของการมองปัญหา เหตุของการเกิดโรคของทั้งสองแผน

      เหตุแห่งโรคของแผนปัจจุบัน : ความพยายาม ค้นหา "สิ่งที่ทำให้เกิดโรค"

      ตำราการแพทย์ของแผนปัจจุบันให้ความสำคัญเกี่ยวกับรักษาโรคเป็นหลัก คนทั่วไปอ่านเข้าใจยาก เพราะจะเน้นหนักไปที่โรคต่างๆ มีสาเหตุจากอะไร ทำให้เกิดโรคได้อย่างไร มีกลไกการเกิดโรค การดำเนินของโรคอย่างไร ใช้ยาเคมีอะไรรักษา ยามีกลไกการออกฤทธิ์อย่างไรหรือต้องใช้วิธีการอื่น เช่น การผ่าตัด กายภาพบำบัด เป็นต้น

      ปรากฏว่าปัจจุบันมีโรคจำนวนมาก ที่มักจะตรวจหาสาเหตุหรือตัวก่อให้เกิดโรคไม่ได้ รู้แต่ว่ามีปัจจัยที่เกี่ยวข้องหลายอย่าง แต่ก็ไม่สามารถฟันธงลงไปได้ว่าเป็นเพราะสาเหตุใด สุดท้ายก็สรุปว่าไม่รู้สาเหตุ และให้การดูแลรักษาด้วยการควบคุมและแก้ไขอาการเฉพาะหน้าไป บางรายโชคดีอาจฟื้นตัวหายได้หรือบรรเทาไปได้ ผู้ป่วยอีกจำนวนมากก็ต้องให้ยาควบคุมอาการไปเรื่อยๆ

      แนวคิดการหาสาเหตุ หรือค้นหาตัวทำให้เกิดโรคเป็นแนวคิดที่มาจากพื้นฐานความรู้ทางวิทยาศาสตร์ การแพทย์แขนงต่างๆ โดยเฉพาะทางชีววิทยา พยาธิวิทยา ชีวโมเลกุล คือเมื่อมีการค้นพบกล้องจุลทรรศน์มองเห็นเซลล์เนื้อเยื่อ เห็นรายละเอียดของร่างกายสภาพปกติ และมองเห็นร่างกายภาวะไม่ปกติ (มีพยาธิสภาพ) มองเห็นตัวเชื้อโรค เช่น เชื้อแบคทีเรีย เชื้อไวรัส เชื้อรา สิ่งกระตุ้นให้เกิดภูมิแพ้ เซลล์ผิดปกติสารก่อภูมิแพ้ในร่างกาย ความผิดปกติของยีน เป็นต้น

      การรักษาของแผนปัจจุบัน จึงมุ่งเน้นทำลายตัวก่อโรค เช่น ติดเชื้อแบคทีเรีย ติดเชื้อไวรัส ติดเชื้อรา จึงมีแนวทางการศึกษาวิจัยยาใหม่ๆ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำลายหรือฆ่าแบคทีเรีย ไวรัสหรือเชื้อรา หรือทำลายเซลล์มะเร็ง กรณีของโรคติดต่อก็จะเพิ่มการควบคุมครบวงจรของตัวพาหะกับตัวก่อโรค ทำให้ขอบเขตวิเคราะห์ปัญหาและการแก้ไขอยู่ปริมณฑลที่กว้างขึ้น แต่ยังจำกัดอยู่กับสิ่งที่มองเห็นเป็นรูปธรรมคือ ตัวก่อโรค หรือตัวพาหะนำโรคที่เกี่ยวข้อง

      สำหรับโรคติดเชื้อหรือโรคระบาด ที่มักหาสาเหตุได้ค่อนข้างชัดเจน เมื่อใช้แนวคิดนี้การรักษาโรคจึงได้ผลที่ดี

      สำหรับ โรคที่ไม่รู้สาเหตุที่แน่นอน เมื่อนำแนวคิดนี้ไปใช้ ก็เลยไม่รู้จะใช้ยาเคมีไปทำลายอะไร หรือควบคุมอะไร คงให้การรักษาไปตามอาการจึงไม่ประสบผลสำเร็จในการรักษาโรคเท่าที่ควร


      เหตุแห่งโรคของแพทย์แผนจีน : ความพยายาม ค้นหา "เงื่อนไขของการเกิดโรค"

      แพทย์แผนจีนให้ความสำคัญที่เงื่อนไขของการเกิดโรคมากกว่าพยายามค้นหาสาเหตุ หรือสิ่งที่ทำให้เกิดโรค ทั้งนี้ เนื่องจากการเกิดและพัฒนาองค์ความรู้ของแพทย์ จีนมีพื้นฐานต่างจากการแพทย์แผนปัจจุบัน

      แพทย์แผนจีนถือกำเนิดในยุคที่วิทยาศาสตร์การแพทย์ยังไม่เจริญก้าวหน้า จึงไม่สามารถลงลึกและเข้าใจถึงพยาธิสภาพแบบแผนปัจจุบัน ไม่รู้จักสาเหตุหรือชื้อโรค หรือสิ่งที่ทำให้เกิดโรคที่สามารถมองเห็นได้ หรือค้นพบได้

      การศึกษาจึงมุ่งเน้นไปยังเงื่อนไขต่างๆ ที่ทำให้คนมีสุขภาพ หรือมีสุขภาพไม่ดี (เกิดโรค) จึงมีแนวคิดที่กว้างครอบคลุมปัจจัยหรือเงื่อนไขแวดล้อมภาย นอกและภายในต่างๆ คือความสมดุลเป็นหนึ่งเดียวระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ ซึ่งคนทั่วไปที่ไม่ต้องเรียนทางการแพทย์ก็สามารถเรียนรู้และนำไปปฏิบัติได้ เป็นแนวการรักษาและการป้องกันโรคส่งเสริมและฟื้นฟูอยู่ในตัว


      ทัศนะเกี่ยวกับเจิ้งชี่ กับเสียชี่
      - เจิ้งชี่ ไม่พอ หรือพลังพื้นฐาน ร่างกายที่อ่อนแอ เป็นเงื่อนไขของร่างกายที่สำคัญที่สุดในการทำให้เกิดโรค
      - เสียชี่ ที่แกร่งหรือสิ่งก่อโรคจากภายนอกที่มากและรุนแรง เป็นเงื่อนไขภายนอกที่ทำให้เกิดโรค การเกิดโรคหรือไม่เกิดโรค เป็นกระบวนการต่อสู้ของเสียชี่กับเจิ้งชี่ ถ้าร่างกายยังดำรงความ สมดุลอยู่ได้ ก็จะไม่เกิดโรค ถ้าเสียสมดุลบ้างแต่มีการปรับตัวได้บ้าง ก็จะเป็นๆ หายๆ ถ้าเสียสมดุลปรับตัวไม่ได้ก็จะเกิดโรค

      คัมภีร์แพทย์จีนในการสร้างสมดุล เพื่อไม่ให้เกิดโรคหรือเมื่อเป็นโรคแล้ว ทำอย่างไรจึงจะหายได้เร็ว จึงมุ่งเน้นที่การสอนความรู้ การปฏิบัติตัว เพื่อหลีกเลี่ยงการทำลายเจิ้งชี่ ซึ่งเป็นเงื่อนไขสำคัญที่สุดของการเกิดโรค (เงื่อนไขภายใน) ขณะเดียวกันก็พยายามหลีกเลี่ยงการกระทำของเสียชี่ที่เป็นเงื่อนไขภายนอกของการเกิดโรค

      คัมภีร์ซู่เวิ่นยี่เพียนได้สรุปว่าเจิ้งชี่ยังดำรงอยู่ เสียชี่ไม่สามารถทำอะไรได้

      ขจัดปัจจัยก่อโรคภายนอก เสียชี : เงื่อนไขภายนอก

      เงื่อนไขภายนอกร่างกาย ได้แก่
      1. การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ 6 ชนิด

      ได้แก่ ลม ความเย็น ความร้อน ความชื้น ความแห้ง และไฟ การแปรเปลี่ยนของสภาพอากาศแสดงออกถึงฤดูกาลที่เปลี่ยนแปลงไป ถ้าการเปลี่ยนแปลงของฤดูกาลที่เป็นไปอย่างช้าๆ ไม่แปรปรวนรวดเร็ว ร่างกายคนปกติก็จะปรับตัว ทำให้ไม่เกิดการเสียสมดุลจนเกิดโรค กรณีที่การเปลี่ยนแปลงที่รุนแรง รวดเร็วจนร่างกายปรับตัวไม่ทัน บางครั้งภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงไม่รุนแรงเป็นปกติ แต่ร่างกายอ่อนแอ (เจิ้งชี่ไม่พอ) ก็ทำให้เกิดโรคเช่นกัน การเปลี่ยนแปลงของอากาศแบบนี้เรียกว่าเป็นเสียชี่ คือ ลิ่วหยิน
      สรุปว่าอากาศที่เปลี่ยนแปลงแล้วทำให้คนเกิดโรคได้ก็เรียกว่าเสียชี่ ทั้งนั้น
      • ฤดูใบไม้ผลิ อากาศอบอุ่นมีลมแรง มีโอกาสเกิดโรคที่เกิดจากลมและความอุ่น
      • ฤดูร้อน อากาศร้อน ฝนตก มีความชื้น มีโอกาสเกิดโรคจากความร้อนชื้น
      • ฤดูใบไม้ร่วง อากาศเย็น และแห้ง มีโอกาสเกิดโรคเกี่ยวกับปอด ไอแห้งๆ
      • ฤดูหนาว อากาศหนาวเย็น โอกาสเกิดโรคจากการกระทบลมเย็นได้ง่าย

      2. เหตุภายนอกอื่นๆ เช่น โรคระบาด พยาธิ และการได้รับบาดเจ็บจากอุบัติเหตุภายนอก

      เงื่อนไขภายในร่างกาย ตัวอย่างที่เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวัน เช่น
      1. การเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์ เรียกว่า อารมณ์ทั้ง 7 คือ โกรธ ดีใจ วิตก กังวล โศกเศร้า กลัว ตกใจ
      อารมณ์ เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ตามปกติ เมื่อคนเราต้องประสบกับสิ่งกระตุ้นภายนอกต่างๆ ถ้าการเปลี่ยน แปลงดังกล่าวไม่รุนแรงและไม่นานเกินไป ร่างกายจะปรับตัวได้ แต่ถ้ากระทบรุนแรงและยาวนาน จะมีผลต่อการทำงานของอวัยวะภายในโดยตรง ทำให้การไหลเวียนเลือดและพลังผิดปกตินำมาซึ่งการทำลายความสมดุลของร่างกาย ฉะนั้น การควบคุมอารมณ์ทั้ง 7 ได้ดีจึงเป็นการป้องกันการทำลายเจิ้งชี่ที่สำคัญอย่างยิ่ง

      2. การกินอาหารที่ถูกต้องและเหมาะสม เน้นการกินที่ไม่ซ้ำซาก เวลาที่เหมาะสม ปริมาณ ประเภท และเทคนิคต่างๆ เพราะอาหารจะเป็นแหล่งที่มาของเลือดและพลัง การกินอาหารที่ไม่เหมาะสม ไม่ถูกต้องจะทำลายระบบการย่อยดูดซึม (ม้ามและกระเพาะอาหาร) ทำให้การสร้างพลังและเลือดของร่างกายลดน้อยลง รวมทั้งพลังภูมิคุ้มกัน สรุปแล้วคือเจิ้งชี่นั่นเอง

      นอกจากนี้ การตกค้างของอาหารก็ทำให้เกิดความชื้น และเสมหะ ของเหลวตกค้าง เป็นของเสียที่ไปบั่นทอนการไหลเวียนของเลือดและพลังไปยังส่วนต่างๆ ของร่างกายอีก

      การติดขัดของพลังทำให้เลือดไม่ไหลเวียนเกิดเลือดอุด กั้น ทำให้ส่วนต่างๆ ของร่างกายขาดเลือดและพลังไปหล่อเลี้ยงทั้งหมด ของการติดขัด ตกค้าง ไม่ว่าจะเป็นของเหลว ความชื้น เสมหะ เลือด ก็ถือว่าเป็นเสียชี่ ภายในร่างกายที่มีผลกระทบต่อ เจิ้งซี่ (พลังพื้นฐานของร่างกาย)

      3. การพักผ่อน-การทำงาน
      การ พักผ่อน การนอนหลับ ก็มีกฎเกณฑ์และต้องเป็นไปตามกฎเกณฑ์ธรรมชาติ การใช้แรงงานทางกายและใจต้องสมดุลเช่นเดียวกัน มิฉะนั้นพลังเจิ้งชี่ของร่างกายจะถูกบั่นทอน

      4. เรื่องเพศสัมพันธ์
      ต้องมีกฎเกณฑ์ธรรมชาติที่ต้องเข้าใจ เพราะเกี่ยวข้องกับการมีสุขภาพที่ดี

      สรุป เรื่องโรคภัยไข้เจ็บเมื่อวิเคราะห์แบบแผนปัจจุบันแล้ว จะรู้สึกว่าเป็นเรื่องของแพทย์หรือผู้ที่ต้องทำการรักษา เวลารักษาก็เน้นไปที่ตัวการที่ทำให้เกิดโรค ต้องอาศัยคนที่เรียนทางการแพทย์เท่านั้นที่จะรักษาได้ อ่านตำราแพทย์แผนปัจจุบันแล้ว คนทั่วไปไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร ต้องหมั่นตรวจเช็กร่างกายสม่ำเสมอ เพื่อค้นพบความผิดปกติให้เร็วที่สุด เมื่อเป็นโรคแล้วรีบไปปรึกษาแพทย์ไม่ควรรักษาด้วยตนเอง

      แต่ถ้าเป็น แพทย์แผนจีน ตำราแพทย์นอกจากหมอจีนจะทำการรักษาแล้ว ยังสอนวิธีป้องกัน หรือแนะนำให้ผู้ป่วยดูแลตัวเอง เพื่อเสริมเจิ้งชี่ ที่เป็นเงื่อนไขภายในร่างกายหลีกเลี่ยงเสียชี่ สอนการเรียนรู้การดูแลตัวเอง เพื่อไม่สร้างเงื่อนไขของการเกิดโรคซึ่งสามารถปฏิบัติได้จริงในชีวิตประจำวัน การปฏิบัติบางอย่างได้รับการบอกเล่าสืบต่อกันมายาวนาน เช่น ไม่ควรกินน้ำแข็งและของเย็นๆ เพราะจะทำลายเจิ้งชี่ทำให้ไม่แข็งแรง

      เหตุที่เป็นเช่นนี้ก็คงสรุปได้ง่ายๆ ว่า แพทย์แผนปัจจุบันมองว่าการเกิดโรคเกิดจากมีสิ่งที่ทำให้เกิดโรคเป็นหลัก จึงพุ่งเป้าไปที่ต้องทำลาย แต่แพทย์แผนจีนมองว่าการเกิดโรคเกิดจากเงื่อนไขภายในของร่างกาย คือ เจิ้งชี่อ่อนแอเป็นหลัก และปัจจัยก่อโรคเสียชี่ซึ่งเป็นเงื่อนไขภายนอก (ที่มาจากภายนอก และที่สะสมอยู่ภายในร่างกาย) การเกิดโรคหรือไม่เป็นผลจากให้เกิดการต่อสู้ของเจิ้งชี่กับเสียชี่ จึงต้องปรับเสริมเงื่อนไขเหล่านี้ โรคนี้จะหายได้อย่างรวดเร็ว และจะสามารถป้องกันการเกิดซ้ำได้

      บทความนี้เป็นลิขสิทธิ์ของ นายแพทย์วิทวัส (ภาสกิจ) วัณนาวิบูล แห่ง มูลนิธิหมอชาวบ้าน ซึ่งเว็ป LoveYouPlaza.com ได้ขออนุญาตในการลงเผยแพร่เพื่อเป็นวิทยาทานเรียบร้อยแล้ว ทีมงานLoveYouPlaza.com ขอขอบคุณคุณหมออย่างสูงมา ณ โอกาสนี้ด้วย

      yinyang

      อ่านเพิ่มเติม
    5. เปรียบเทียบการรักษาทางคลินิกแผนจีน - แผนตะวันตก (ตอนที่ 6) วิธีการรักษาอาการปวด
      04 08
      ทุกคนคงมีประสบการณ์เกี่ยวกับการเจ็บการปวดมาแล้ว เวลารู้สึกไม่สบาย เป็นไข้หวัด เวลามีการอักเสบติดเชื้อ เวลามีการปวดเกร็งกล้ามเนื้อจากการทำงาน หรือมีอาการปวดไมเกรน ปวดประจำเดือน ปวดหลัง ปวดเอว ปวดจากมะเร็ง ความรุนแรงของการปวดวัดได้ยาก เป็นความรู้สึกที่ผู้ป่วยบอกให้เราทราบ อาการปวดมีนัยสำคัญของการบ่งบอกความผิดปกติบางสิ่งบางอย่างของร่างกาย ซึ่งต้องค้นหาสาเหตุที่แน่ชัด เพื่อการรักษาต้นเหตุที่แท้จริง


      อาการปวดในทัศนะแพทย์แผนปัจจุบัน

      อาการปวดเป็นอาการที่พบบ่อยทางคลินิกที่ผู้ป่วยมาพบแพทย์ เป็นความรู้สึกที่ผู้ป่วยบอกกับแพทย์ สาเหตุโดยสรุปเกิดจากการบาดเจ็บของเนื้อเยื่อของร่างกาย ทำให้เกิดการหลั่งสารชีวเคมีชนิดต่างๆ ที่ไปกระตุ้นปมประสาทรับความรู้สึกก่อให้เกิดอาการปวดในรูปแบบต่างๆ

      การกระตุ้นเริ่มต้นที่ระบบประสาทส่วนปลายที่รับความเจ็บปวด นำกระแสประสาทไปยังตัวเซลล์ประสาทรับความรู้สึกที่ไขสันหลังบริเวณด้านหลัง แล้วส่งต่อไปยังก้านสมอง (brain stem) แล้วต่อไปยังทาลามัส (thalamus) และไปแปลผลที่สมองใหญ่ ส่วนผิว (cortex) บริเวณที่เกี่ยวข้องการรับความรู้สึกทำให้ร่างกายแปลผล และบอกตำแหน่งการเจ็บปวดของร่างกายได้แน่นอน

      เมื่อมีการบาดเจ็บ เนื้อเยื่อร่างกายจะหลั่งสารที่เป็นตัวกระตุ้นออกมามากมาย ไปกระตุ้นให้ปมประสาทรับความรู้สึกส่วนปลาย สารต่างๆ เหล่านี้ ได้แก่ อะเซทิลโคลิน (acetylcholine) เซอราโทนิน (seratonin) ฮิสทามีน (histamine) แบรดดี้ไคนิน (bradykinin) โดพามีน (dopamin) ประจุโพแทสเซียม (K+), ประจุไฮโดรเจน (H+) เป็นต้น

      การรักษาหรือบรรเทาการเจ็บปวดในทัศนะแพทย์แผนปัจจุบันมีหลักการสำคัญคือ

      1. ใช้ยาเคมีที่มีฤทธิ์ต้านหรือรบกวนการหลั่งสารที่เป็นตัวกระตุ้น เช่น พาราเซตามอล ยาแอสไพริน ยาแก้ปวดกลุ่ม N-SAID
      2. สกัดกั้นการนำสัญญาณความเจ็บปวด เช่น ยาชาเฉพาะที่
      3. เปลี่ยนแปลงการแปลผลของสมองเพื่อลดความรู้สึกการเจ็บปวด เช่น มอร์ฟีน
      4. ลดความเครียดความกังวล กล่อมประสาทเพื่อลดความรู้สึกต่อการเจ็บปวด

      อาการปวดในทัศนะแพทย์แผนจีน
      แพทย์แผนจีนอธิบายสาเหตุของอาการปวดเกิดจากการไหลเวียนของเลือดและพลังลมปราณใน เส้นลมปราณ (Meridian) ติดขัด ไม่คล่อง : ความคล่อง-ไม่ติดขัด (ของเลือดและพลัง) ทำให้ไม่เจ็บปวด
      การปวดก็เพราะการติดขัด-ไม่คล่อง (ของเลือดและพลัง)

      ลักษณะการปวดแบบแพทย์แผนจีน
      1. การปวดแบบเคลื่อนที่ เช่นการปวดตามข้อ และเปลี่ยนตำแหน่ง เป็นๆ หายๆ เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว เหมือนลม เรียกว่า ปวดแบบลม
      2. การปวดแบบลึกๆ หนักๆ เหมือนผ้าชุบน้ำ เรียกว่า ปวดแบบความชื้น
      3. การปวดแบบอักเสบ บวม แดง ร้อน เรียกว่า ปวดแบบร้อน
      4. ปวดแบบรุนแรงมาก โดยเฉพาะเวลากระทบความเย็น เรียกว่า ปวดแบบเย็น
      5. ปวดแบบเข็มแทง เฉพาะที่ เป็นมากตอนกลางคืน เรียกว่า ปวดแบบเลือดคั่ง
      6. ปวดแบบเรื่อยๆ ไม่รุนแรง เป็นมากเวลาอ่อนเพลีย เรียกว่า ปวดแบบร่างกายพร่องอ่อนแอ

      ตำแหน่งการปวด บอกถึงการกระทบกระเทือน เส้นลมปราณอะไร
      เช่น
      1. ปวดบริเวณหน้าผาก - ปวดเส้นลมปราณหยางหมิง
      2. ปวดศีรษะด้านข้าง - ปวดเส้นลมปราณซ่าวหยาง
      3. ปวดท้ายทอย - ปวดเส้นลมปราณไท่หยาง
      4. ปวดกลางกระหม่อม - ปวดเส้นลมปราณเจี๊ยะยิน
      5. ปวดศีรษะไปถึงฟัน - ปวดเส้นลมปราณซ่าว- ยิน
      6. ปวดศีรษะร่วมกับเวียนศีรษะ ท้องเสีย - ปวดเส้นลมปราณไท่ยิน
      7. ปวดเอว เอ็นร้อยหวาย - ปวดเส้นลมปราณเกี่ยวข้องกับไต
      8. ปวดชายโครง - ปวดเส้นลมปราณเกี่ยวข้องกับตับ-ถุงน้ำดี

      การวิเคราะห์แนวคิดเกี่ยวกับเลือดและพลังอุดกั้นกับอาการปวด
      1. การไหลเวียนเลือดสู่เนื้อเยื่อผิดปกติ
      1.1 การขาดเลือดของเนื้อเยื่อจากเลือดอุดกั้นไหลเวียนไม่ดี อาการปวดจะเป็นแบบปวดเหมือนเข็มแทงเฉพาะที่ปวดร้าว เช่น การปวดจากหลอดเลือดหัวใจตีบ ปวดท้องประจำเดือน ปวดบริเวณที่เคยปวดถูกกระทบกระแทกฟกช้ำมาก่อน

      1.2 การปวดจากเลือดน้อยหรือพลังชี่น้อย หรือภาวะพร่องทำให้เลือดไหลเวียนช้ากว่าปกติ อาการปวดจะเนิบๆ คลุมเครือไม่ชัดเจน ถ้าขาดเลือดและพลังมากจนภายในร่างกายมีความเย็นมาก ขาดพลังหยาง อาการปวดจะรุนแรง การปวดแบบนี้เมื่อใช้มือกดหรือใช้ความร้อนประคบจะรู้สึกสบายขึ้น

      1.3 การปวดจากเลือดมาคั่งค้าง เกิดจากการอักเสบ อาจเนื่องจากการติดเชื้อหรือไม่ติดเชื้อ ที่มีอาการปวดบวมแดงร้อน ซึ่งถือเป็นการอุดกั้นชนิดหนึ่ง การรักษาต้องใช้หลักการระบายภาวะความร้อนและอุดกั้น อาการปวดแบบนี้ไม่ถูกกับความร้อน จะถูกกับการประคบความเย็น

      2. การไหลเวียนของระบบน้ำเหลืองผิดปกติ
      การ ปวดแบบนี้มีลักษณะตึงๆ แน่นๆ ซึ่งตรงมักเกี่ยวข้องกับการบวมน้ำ เช่นขาบวม ท้องมาน (มีน้ำในช่องท้อง) ในแพทย์แผนจีนคือการปวดจากภาวะความชื้นหรือเสมหะตกค้าง

      เนื่องจาก ระบบน้ำเหลืองกับระบบเลือดมักสัมพันธ์กันอย่างใกล้ชิด ในทางคลินิกเวลารักษาการปวดจากเลือดอุดกั้นหรือความชื้นเสมหะอุดกั้นต้อง พิจารณาการให้ยารักษาร่วมกัน

      3. การปวดจากการอุดกั้นในอวัยวะกลวง
      ร่างกายคนมีอวัยวะภายในที่ตัน เรียกว่า อวัยวะจั้ง มีหน้าที่ในการเก็บ

      อวัยวะภายในที่กลวงเรียกว่า อวัยวะฝู่ มีหน้าที่ลำเลียงส่งผ่านอาหารหรือสารคัดหลั่งหรือของเสียของระบบต่างๆ

      การ ระบายของสิ่งต่างๆ ที่ไม่คล่อง-ติดขัดทำให้ เกิดอาการปวด เช่น ปวดนิ่วถุงน้ำดี การปวดแน่นอกเนื่องจากเสมหะไม่ออก การปวดท้องเนื่องจากท้องผูก การปวดตับอ่อนเนื่องจากการกดทับ การปวดร้าวเนื่องจากนิ่วอุดตันท่อไต

      การรักษาด้วยแพทย์แผนจีนใช้หลักการคือ ทะลวงการอุดกั้นร่วมกับการบำรุงส่วนที่พร่อง

      ทะลวงการอุดกั้น
      1. เลือดอุดกั้น
      2. พลังอุดกั้น
      3. ความชื้น-เสมหะ (ของเหลว) อุดกั้น
      4. ความเย็นอุดกั้น
      5. ทะลวงการอุดกั้นของอวัยวะกลวง
      6. ขับเหงื่อ ขับลมที่มากระทบผิว

      บำรุงส่วนที่พร่อง - ซึ่งเป็นพื้นฐานที่ทำให้เกิดภาวะอุดกั้น (โดยเฉพาะกรณีปวดเรื้อรัง)
      - ภาวะเลือดพร่อง หรือพลังพร่อง หรือหยางพร่องหรือยินพร่อง
      - ระบบอวัยวะภายใน เช่น ม้าม ไต ตับ ที่อ่อนแอ
      - รวมถึงพิจารณาเส้นลมปราณที่เกี่ยวข้อง ซึ่งมักเป็นตัวแสดงอาการปวดที่สะท้อนให้เห็นออกสู่ภายนอก

      ตัวอย่างการรักษาอาการปวด

      - ปวดชายโครง

      ผู้ป่วยที่ได้รับบาดเจ็บจากการกระทบกระเทือนชายโครง แม้ว่าจะมีกระดูกซี่โครงหักหรือไม่ก็ตาม เนื้อเยื่อและกล้ามเนื้อบริเวณชายโครงย่อมได้รับบาดเจ็บ ผู้ป่วยบางรายจะมีอาการปวดแน่นๆ หายใจไม่สะดวก (ทั้งนี้รวมถึงผู้ป่วยที่เป็นโรคงูสวัด) ตามแนวชายโครง


      แพทย์แผนปัจจุบัน : มักให้การรักษาด้วยยาระงับปวด ยากล่อมประสาท หรือฉีดยาชาเฉพาะที่ที่มีการกดเจ็บ

      แพทย์แผนจีน : มองว่าเส้นลมปราณ ถุงน้ำดี และตับ ซึ่งเป็นเส้นลมปราณบริเวณด้านข้างลำตัวถูกกระทบกระเทือนทำให้เลือดและพลัง ติดขัด การรักษาจึงต้องทะลวงการอุดกั้นของเส้นลมปราณให้คล่องตัว อาการปวดจึงจะทุเลา ในทางคลินิกจะพบว่าผู้ป่วยกลุ่มนี้จะมีภาวะทางอารมณ์หงุดหงิดร่วมด้วย (เพราะการไหลเวียนติดขัดของถุงน้ำดี จะสัมพันธ์กับพลังของตับ)

      - ผู้ป่วยไส้ติ่งอักเสบ ถุงน้ำดีอักเสบ

      แพทย์แผนปัจจุบัน : มักให้การรักษาด้วยการผ่าตัดไส้ติ่งหรือถุงน้ำดีทิ้ง
      แพทย์แผนจีน : มองว่าการอักเสบเป็นผลจาก อุดกั้นของของเสียในลำไส้ใหญ่ จนเกิดความร้อน ความชื้นตกค้าง การระบายความร้อนความชื้นของอวัยวะกลวง ลำไส้ใหญ่ และถุงน้ำดี จะทำให้ลดอาการอักเสบ การปวดได้ บางครั้งไม่จำเป็นต้องใช้การผ่าตัดตามความเชื่อของการแพทย์แผนปัจจุบันทั้ง หมด


      - คออักเสบ

      แพทย์แผนปัจจุบัน : มักให้การรักษาด้วยยาปฏิชีวนะที่ไวต่อเชื้อกับยาแก้ปวดลดไข้

      แพทย์แผนจีน : นอกจากจะใช้ยาสมุนไพรขับพิษขับร้อนแล้ว คออักเสบมีความเกี่ยวกับเส้นลมปราณปอด การขับความร้อนบนเส้นลมปราณลำไส้ใหญ่ (สัมพันธ์กับปอด)ออกโดยการถ่ายอุจจาระหรือระบายความร้อนบนจุดฝังเข็มปลายทาง ของเส้นลมปราณปอด (จุดซ่าวซาง) ทำให้อาการเจ็บคอและการอักเสบจะทุเลาได้เร็วขึ้น

      - ปวดประจำเดือน

      ผู้หญิง ที่ปวดประจำเดือนที่ไม่ได้เป็นโรคเกี่ยวกับมดลูกหรือรังไข่ หรือที่อาจถือว่าเป็นธรรมดาของผู้หญิงส่วนใหญ่ แผนปัจจุบันเชื่อว่ามีสาเหตุมาจากการแปรปรวนของฮอร์โมนระหว่างที่มีประจำ เดือนและมีการหลั่งสารพรอสตาแกลนดิน (prostaglandins) มากผิดปกติ ทำให้มดลูกหดเกร็งตัว เกิดอาการปวดที่บริเวณท้องน้อย

      แพทย์แผนปัจจุบัน : การบรรเทาอาการจะเน้นไปที่ให้ยาแก้ปวด ยาลดการบีบเกร็งของกล้ามเนื้อมดลูก ถ้าเป็นมากอาจต้องใช้ยาฉีดลดการเกร็งตัว บางรายอาจต้องกินยาคุมกำเนิดระยะหนึ่ง ประมาณ 3-4 เดือน แล้วลองหยุดยาดูว่าร่างกายสามารถปรับสภาพสมดุลของฮอร์โมนต่อได้หรือไม่ แต่รายที่อายุมากกว่า 25 ปี หรือรายที่สงสัยจะมีพยาธิสภาพ เกี่ยวกับมดลูก รังไข่ ก็ต้องทำการตรวจค้นหาสาเหตุกันต่อไป

      แพทย์แผนจีน : รักษาทั้งอาการและพื้นฐานความไม่สมดุล เพื่อให้เลือดและพลังในเส้นลมปราณบริเวณชงม่ายไหลเวียนได้ดี อาการปวดจึงจะหายไปได้และจะป้องกันการเกิดโรคเกี่ยวกับมดลูกและรังไข่ที่อาจ เกิดขึ้นตามมาภายหลังได้


      สรุป

      การรักษาหรือ บรรเทาอาการปวดของแพทย์แผนปัจจุบัน มุ่งเน้นไปที่รักษาแต่อาการปวด โดยใช้ยายับยั้ง หรือรบกวนการหลั่งสารที่เนื้อเยื่อสร้างขึ้นมา ทำให้ตัดตัวที่กระตุ้นปมประสาทหรือตัดกระแสนำประสาทหรือดัดแปลงการแปลผลการ เจ็บปวดร่วมกับการรักษาสาเหตุ ซึ่งถ้าเป็นสาเหตุที่ชัดเจน เช่น การอักเสบติดเชื้อ ก้อนเนื้อมีการกดทับ การรักษาที่ต้นเหตุร่วมกับการระงับอาการก็จะได้ผลที่ดีชัดเจน

      การรักษา หรือบรรเทาอาการปวดแบบแพทย์แผนจีน เน้นกระตุ้นให้การไหลเวียนเลือดและพลังเดินได้คล่อง ไม่ติดขัด ซึ่งสาเหตุการติดขัด ต้องพิจารณาเป็นรายๆไป อาจเกิดจากลม ความเย็น ความชื้น เลือด หรือพลังอุดกั้น และพิจารณาภาวะพร่องของร่างกายว่ามีจุดอ่อนที่ส่วนไหน เลือด พลัง ยิน หยาง หรืออวัยวะภายในอะไร เพื่อทำให้เกิดสมดุล รวมทั้งการฝังเข็มกระตุ้นการไหลเวียนของเส้นลมปราณต่างๆ ควบคู่กันไปด้วย

      กรณีเกิดการเจ็บปวดที่หาพยาธิสภาพไม่ชัดเจนที่มีปัจจัยร่วมที่ประกอบเป็นเหตุมากมาย ไม่ใช่การติดเชื้อ หรือก้อนเนื้อ หรือการกดทับทางโครงสร้าง การรักษาจะได้ผลดีมาก ดังนี้ การรักษาอาการปวดของแพทย์แผนจีน จะแฝงด้วยการปรับสมดุลและแก้ต้นเหตุไปด้วย

      กรณีมีพยาธิสภาพที่เป็นรูปธรรมชัดเจน เช่นการฆ่าเชื้อโรค การผ่าตัดก้อนเนื้อออกการผ่าตัดแก้การกดทับที่รุนแรงซึ่งต้องใช้การรักษาแบบตะวันตก ถ้าได้ใช้หลักการรักษาแบบแผนจีนร่วมด้วย จะทำให้โรคหายเร็วขึ้นป้องกันการเกิดซ้ำ แต่สำหรับกรณีที่เป็นน้อยอาจหลีกเลี่ยงการผ่าตัดที่เกินความจำเป็นลงได้

      บทความนี้เป็นลิขสิทธิ์ของ นายแพทย์วิทวัส (ภาสกิจ) วัณนาวิบูล แห่ง มูลนิธิหมอชาวบ้าน ซึ่งเว็ป LoveYouPlaza.com ได้ขออนุญาตในการลงเผยแพร่เพื่อเป็นวิทยาทานเรียบร้อยแล้ว ทีมงานLoveYouPlaza.com ขอขอบคุณคุณหมออย่างสูงมา ณ โอกาสนี้ด้วย

      yinyang

      อ่านเพิ่มเติม

    www.LoveYouPlaza.com ได้จดทะเบียนลิขสิทธิ์กับ DMCAwww.LoveYouPlaza.com ได้จดทะเบียนลิขสิทธิ์กับ DMCA เรียบร้อยแล้ว ห้าม คัดลอก ทำซ้ำ หรือ ดัดแปลง บทความ รูปภาพ ข้อมูลบางส่วนหรือทั้งหมด เว็ปที่ละเมิดจะถูก Google.co.th บล็อค ไม่ให้แสดงผลในลำดับการค้นหา ตามกฎหมายสากล Digital Millennium Copyright Act 1998 และ www.LoveYouPlaza.com จะดำเนินคดีทั้งทางแพ่งและอาญากับเว็ปไซต์ที่ละเมิดลิขสิทธิ์ดังกล่าว

    Template Settings
    Select color sample for all parameters
    Red Green Olive Sienna Teal Dark_blue
    Background Color
    Text Color
    Select menu
    Google Font
    Body Font-size
    Body Font-family
    Direction
    Scroll to top