แพทย์แผนจีน | www.LoveYouPlaza.com
ตะกร้า ( ชิ้น)
Total: 0

มีสินค้า ในตะกร้า

ตะกร้าว่างอยู่ค่ะ
ข่าวล่าสุด:
ข้อแนะนำในการดื่มยาน้ำสมุนไพร ฮั้วลักเซียม -- "ข้อแนะนำในการดื่มยาน้ำสมุนไพร ..." -- 19 กรกฎาคม 2560
ประวัติคุณหมอณรงค์ พุ่มโพธิงาม ต้นตำรับสมุนไพรจีน -- "ในอดีตเมื่อตอนคุณหมออายุประมาณ 12 ปี คุณพ่อคุณแม่ได้สนับสนุนให้ได้รับการศึกษาร่ำเรียน ..." -- 19 กรกฎาคม 2560
ปริมาณการดื่มสมุนไพร ฮั้วลักเซียม ในแต่ละโรค -- "ปริมาณการดื่มสมุนไพร ฮั้วลักเซียม ในแต่ละโรค หน่วย: ขวดใหญ่ (750 ซีซี.) ..." -- 19 กรกฎาคม 2560
ยาน้ำสมุนไพรจีน ฮั้วลักเซียม -- "มีเงินแสน เงินล้าน ก็หมดความหมาย หากร่างกายไม่แข็งแรง ไม่ว่า คุณจะมีปัญหาสุขภาพด้านไหน ..." -- 19 กรกฎาคม 2560
รูปหมอณรงค์ พุ่มโพธิงาม นี้นั้น สำคัญไฉน -- "ท่านผู้มีเกียรติทุกท่านสังเกตมั๊ยครับว่า ..." -- 19 กรกฎาคม 2560
หลักประกันในสรรพคุณของยาน้ำสมุนไพรจีนฮั้วลักเซียม -- "หลักประกันในสรรพคุณของยาน้ำสมุนไพรจีนฮั้วลักเซียม ..." -- 19 กรกฎาคม 2560
ฮั้วลักจู สูตรผงไข่มุขแท้ 100% -- "สมุนไพรจีนฮั้วลักจู บรรจุในรูปแบบของแคปซูล มีส่วนผสมสำคัญคือผงไข่มุขแท้สูตรเข้มข้น 100% ..." -- 19 กรกฎาคม 2560
ฮั้วลักป้อ บำรุงร่างกาย -- "สมุนไพรจีนฮั้วลักป้อ บรรจุในรูปแบบแคปซูล ประกอบด้วยส่วนผสมของสมุนไพรจีน 99 ชนิด ..." -- 19 กรกฎาคม 2560
ฮั้วลักเซียม กับ คำถามที่ถูกถามบ่อยที่สุด -- " ฮั้วลักเซียม คืออะไร ตอบ ฮั้วลักเซียม คือ ยาสามัญประจำบ้าน สำหรับบำรุงและฟื้นฟูสุขภาพ ..." -- 19 กรกฎาคม 2560
ฮั้วลักเซียม ประกอบด้วยสมุนไพร 99 ชนิด -- "ฮั้วลักเซียม ประกอบด้วยสมุนไพรจีน 99 ชนิดอยู่ในขวดเดียวกัน โดยขบวนการสกัดด้วยแอลกอฮอล์ ..." -- 19 กรกฎาคม 2560

ฮั้วลักเซียม.คอม โทร.081-131-0137

แพทย์แผนจีนการแพทย์แผนจีนเป็นองค์ประกอบที่สำคัญของอารายธรรมจีนที่เจริญรุ่งเรืองมานานมากกว่า 4,000 ปี การแพทย์แผนจีนได้ประยุกต์ใช้หลักการธรรมชาติบำบัดในการรักษาเยียวยาโรค จึงได้รับการยอมรับและแพร่หลายไปทั่วโลก การแพทย์แผนจีนในประเทศไทยได้การรับรองจากกระทรวงสาธารณสุขให้เป็นสาขาการแพทย์ทางเลือกหนึ่ง ซึ่งได้เปิดโอกาสให้การศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับการแพทย์แผนจีนในประเทศไทยได้กว้างขวางมากยิ่งขึ้น

"ยาน้ำสมุนไพร ฮั้วลักเซียม" และ "ยาน้ำสมุนไพรผสม โสมคนทั่งเฉ้า" สามารถ ฟื้นฟู ดูแล ป้องกัน โรคภัยไข้เจ็บ ของท่านได้

สนใจสอบถามและสั่งซื้อได้ที่ ธนาวัชร์ ธนาชววัฒน์ โทร.081-131-0137 หรือ Line ID: HouLukSeam


Loveyouplaza Logoสั่งซื้อฮั้วลักเซียมได้ 3 ช่องทาง
สั่งซื้อฮั้วลักเซียมออนไลน์
คลิ๊กที่นี่เพื่อสั่งซื้อฮั้วลักเซียมออนไลน์
สั่งซื้อฮั้วลักเซียมทางโทรศัพท์โทรสั่งซื้อทางโทรศัพท์โดยตรง โทร.080-235-0137080-235-0137 โทร.081-131-0137081-131-0137 โทร.082-492-0137082-492-0137
สั่งซื้อฮั้วลักเซียมทางไลน์สั่งซื้อทางไลน์ Line ID: HouLukSeamid: HouLukSeam

  • คุณกนกวรรณ จันทะเรือง ป่วยเป็นโรคมะเร็งเต้านม มดลูกอักเสบ ภูมิแพ้ ไมเกรน โรคกระเพาะอักเสบ
    04 08

    เคสผู้ป่วยวันนี้ ผมขออนุญาตให้ชมคลิปการสัมภาษณ์ คุณกนกวรรณ จันทะเรือง หนองจอก กรุงเทพ ซึ่งป่วยเป็นโรคโรคมะเร็งเต้านม มดลูกอักเสบ ภูมิแพ้ ไมเกรน ครับ


    1ชมคลิปวิดีโอ

    (ขออภัยในความไม่สะดวก กำลังตัดต่อวิดีโอเพื่ออัพโหลดลงยูทูปครับ)

    อ่านเพิ่มเติม
  • คุณจรัสภรณ์ ทรงเผ่า ป่วยเป็นโรคเอส แอล อี และโรคมะเร็งมดลูก
    04 08

    คุณจรัสภรณ์ ทรงเผ่า ป่วยเป็นโรคเอส แอล อี และโรคมะเร็งมดลูก

    อ่านเพิ่มเติม
  • คุณวันเพ็ญ ศาลิคุปต ป่วยเป็นอัมพฤกษ์
    04 08

    วันเพ็ญ ศาลิคุปต ป่วยเป็นอัมพฤกษ์

    ขออภัยในความไม่สะดวก
    กำลังจัดพิมพ์เนื้อหาครับ

    อ่านเพิ่มเติม
  • คุณสุนันท์ พวงนิล โรคพากินสัน หัวใจ มะเร็ง ไทรอยด์
    04 08

    สุนันท์ พวงนิล โรคพากินสัน หัวใจ มะเร็ง ไทรอยด์

    ขออภัยในความไม่สะดวก
    กำลังจัดพิมพ์เนื้อหาครับ

    อ่านเพิ่มเติม
  • คุณอาทิตย์ แสงทอง ป่วยเป็นโรคต่อมลูกหมากโต
    04 08

    อาทิตย์ แสงทอง ป่วยเป็นโรคต่อมลูกหมากโต

    ขออภัยในความไม่สะดวก
    กำลังจัดพิมพ์เนื้อหาครับ

    อ่านเพิ่มเติม
  • คุณแดง ขุนลาด ป่วยเป็นโรคสะเก็ดเงิน สะเก็ดทอง โรคความดันสูง โรคประสาท
    04 08

    นายแดง ขุนลาด อายุ 55ปี ป่วยเป็นโรคสะเก็ดเงิน สะเก็ดทอง โรคความดันสูง โรคประสาท ทานแล้วอาการดีขึ้นโดยไม่รู้ตัว

    ขออภัยในความไม่สะดวก
    กำลังจัดพิมพ์เนื้อหาครับ

    อ่านเพิ่มเติม
  • น้องภูมิ ป่วยเป็นโรคไต ตั้งแต่อายุ 3 ขวบ
    04 08

    น้องภูมิ ป่วยเป็นโรคไต ตั้งแต่อายุ 3 ขวบ

    ขออภัยในความไม่สะดวก
    กำลังจัดพิมพ์เนื้อหาครับ

    อ่านเพิ่มเติม
  • ปริมาณการดื่มสมุนไพร ฮั้วลักเซียม ในแต่ละโรค
    14 07

    ปริมาณการดื่มสมุนไพร ฮั้วลักเซียม ในแต่ละโรคหน่วย: ขวดใหญ่ (750 ซีซี.)

    ข้อมูลนี้ได้การรวบรวมข้อมูลคนไข้ที่บริโภคฮั้วลักเซียม ตั้งแต่ปี พ.ศ.2552 เป็นต้นมา แล้วหาค่าเฉลี่ย จากการสอบถามลูกค้า ซึ่งข้อมูลที่นำเสนอต่อไปนี้เป็นตัวเลขในเชิงสถิติ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสภาพร่างกาย และความรุนแรงของโรค ซึ่งผลลัพธ์ย่อมแตกต่างกันในแต่ละบุคคล

    อ่านเพิ่มเติม
  • ผลิตภัณฑ์อาหารเพื่อสุขภาพ มองจากทัศนะแพทย์แผนจีน (ตอนที่ 1)
    04 08
    ตลาดผลิตภัณฑ์อาหารเพื่อสุขภาพในประเทศที่พัฒนาทั่วโลก มีมูลค่ามหาศาลจากตัวเลขปี พ.ศ.2546 ของนิตยสาร Young ในสหรัฐอเมริกา มีมูลค่า 15,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 6 แสนล้านบาท) และมีแนวโน้มสูงขึ้นทุกปี รวมถึงตลาดในประเทศไทยด้วย เนื่องจากความตื่นตัวทางด้านสุขภาพ โดยเฉพาะ กลุ่มโรคหลอดเลือดหัวใจ โรคมะเร็ง โรคของความเสื่อม ชรา เป็นปัญหาที่ค่อยๆ เกิดจากการสะสมความเสียสมดุลอย่างต่อเนื่อง และจะบังเกิดผลเมื่อถึงจุดหนึ่ง ซึ่งมักยากแก่การเยียวยา และมีต้นทุนการรักษาที่สูงลิ่ว

    ความคิดในเชิงป้องกันและลด ความเสี่ยงของการเกิดโรคได้เกิดทฤษฎีใหม่ๆ ขึ้นมากมาย และมีการผลิตอาหารเพื่อสุขภาพตอบสนองความต้องการของผู้บริโภค ทั้งทางด้านรสชาติ ความทันสมัย ความสะดวกสบาย อันเหมาะสมกับสภาพของคนไทยในสังคมโลกาภิวัตน์ ที่ไม่ค่อยมีเวลาดูแลสุขภาพตนเองแบบธรรมชาติ การใช้จ่ายบริโภคเพื่อสุขภาพที่ดี ด้วยอาหารสุขภาพจึงเกิดขึ้นอย่างมากมาย

    อีกด้านหนึ่งความรู้ภูมิปัญญาตะวันออก ไม่ว่าจะเป็นแพทย์แผนจีน แผนไทย อายุรเวท ฯลฯ ก็ได้รับการยอมรับมากขึ้น มีการศึกษาและพัฒนาองค์ความรู้อย่างต่อเนื่องและมีการปรับปรุงรูปแบบอาหาร และสมุนไพร ให้สอดคล้องกับสภาพสังคมควบคู่กันไป แต่ก็ไม่ร้อนแรงเหมือนตลาดอาหารเสริมที่มีความก้าวหน้า ทันสมัย ทั้งในแง่การศึกษาวิจัย (เงินลงทุน) และเทคโนโลยี การตลาด ทำให้ระยะ 10 ปีต่อจากนี้ไป การพยายามผนวกภูมิปัญญาตะวันออก ในด้านอาหารหรืออาหารที่มีผลทางยาเข้าไปในผลิตภัณฑ์อาหารเพื่อสุขภาพตลาด สุขภาพโดยเฉพาะกลุ่มผลิตภัณฑ์อาหารเพื่อสุขภาพจะมีมูลค่าเพิ่มขึ้น อย่างมหาศาล ความคิดเห็นต่อผลิตภัณฑ์อาหารเพื่อสุขภาพที่มีอยู่เกลื่อน กลาดในท้องตลาด มากกว่า 1 พันบริษัท มี ทั้งผู้ที่เห็นด้วยและคัดค้าน เนื่องจากบางครั้งมีการโฆษณาสรรพคุณที่เกินความเป็นจริง ทำให้คนหลงเชื่อ หรือไม่ก็ปฏิเสธไปเลย โดยไม่พิจารณาคุณค่าที่เป็นจริงของผลิตภัณฑ์ ราคาที่เสนอขายก็สูงเกินไปจนมองว่าเป็นเรื่องทางธุรกิจมากกว่า จากประสบการณ์ดูแลผู้ป่วยด้วยศาสตร์แพทย์แผนจีนและแผนปัจจุบัน ทำให้มีความต้องการถ่ายทอด และใช้หลักการวิเคราะห์ แยกแยะ แนวคิดเกี่ยวกับอาหารเพื่อสุขภาพ โดยเปรียบเทียบ เพื่อจุดประเด็นมุมมองจากภูมิปัญญาตะวันออกสู่โลกาภิวัตน์

    แน่นอนว่าข้อคิดเห็นนี้เป็นข้อคิดเห็นส่วนตัว จุดอ่อน ข้อบกพร่อง ท่านผู้รู้สามารถให้คำชี้แนะและวิพากษ์วิจารณ์ได้


    ความเห็นที่แตกต่าง
    มุมมองเรื่องอาหารสุขภาพมีหลายอย่าง ซึ่งมีทั้งที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย

    1. กลุ่มที่ไม่เห็นด้วย

    มองว่าเป็นของฟุ่มเฟือย เกินจำเป็น เป็นการโฆษณาเกินจริง เป็นเรื่องเชิงพาณิชย์ เน้นบริโภคนิยม ทำให้เกิดการตื่นกลัว เพื่อกระตุ้นการขาย กลุ่มนี้เชื่อว่าการกินอาหารครบหมู่ ออกกำลังกาย พักผ่อนเพียงพอ ไม่เครียด ฝึกจิตสมาธิ เป็นต้น ก็มี ความเพียงพอแล้ว ไม่จำเป็นต้องไปเสียเงินตามคำโฆษณา กลุ่มนี้มีความเชื่อจากแนวคิดแผน ตะวันตกแบบดั้งเดิมอย่างเหนียวแน่น รวมถึงผู้ที่ยึดมั่นในแนวทางธรรมชาติ การพึ่งตนเอง ที่มักแสวงหาอาหารรูปแบบ ธรรมชาติตามท้องถิ่นและฤดูกาล เนื่องจากประหยัด เรียบง่าย โดยไม่ยอมตกเป็นเครื่องมือของกระแสบริโภคนิยม

    2. กลุ่มที่เห็นด้วย

    กลุ่มนี้มองว่ามีความจำเป็น เพราะอาหารเพื่อสุขภาพสามารถป้องกันและลดความเสี่ยงของการเกิดโรค รวมถึงบางครั้งสามารถนำมารักษาโรคได้ เป็น "โภชนเภสัชภัณฑ์" ดังตัวอย่างของนายแพทย์เรย์ ดี สแตรน (Ray D. Strand) ที่เขียนหนังสือชื่อ "เมื่อคุณหมอ ไม่รู้จักสารอาหารเสริมบำบัดโรค ความตายอาจกำลังครอบงำคุณ" (What your doctor doesn't know about nutritional medicine may be killing you) ซึ่งท่านเชื่อเรื่องภาวะอนุมูลอิสระที่เกิดขึ้นในร่างกายจากสภาวะสังคม อาหาร อากาศ ความเครียด และสารพิษต่างๆ ในยุคโลกาภิวัตน์ ทำให้เกิดภาวะ oxidative stress ซึ่งเป็นต้นเหตุของเสียสมดุลในระบบต่างๆ อย่างต่อเนื่อง นำมาซึ่งการเกิดโรคต่างๆ

    การศึกษาวิจัยสมัยใหม่ มีข้อสนับสนุนความเชื่อในทฤษฎีนี้มากขึ้นเรื่อยๆ เป็นกระแสหลักของการผลิตอาหารเพื่อสุขภาพ นอกจากนี้ทฤษฎีความเชื่อเรื่องการลดลงของฮอร์โมนเจริญเติบโต (growth hormone) เป็นสาเหตุของความเสื่อมก็มีการศึกษาและพัฒนาเป็นอาหารเสริม สุขภาพกลุ่มที่รักสุขภาพที่เชื่อในแนวนี้มีอยู่จำนวนมาก เพราะเป็นแบบตะวันตก มีเหตุผลและการศึกษาวิจัยน่าเชื่อถือ มักเป็นพวกไม่ชอบยาเคมี ส่วนมากเป็นชนชั้นกลางและชั้นสูงในเมือง เป็นคนที่ทำงานตามสำนักงานต่างๆ ไม่มีเวลาดูแลตนเองตามแบบฉบับดั้งเดิม แต่พร้อมจะเจียดงบประมาณเพื่อการซื้ออาหารสุขภาพ เพราะสะดวก รสชาติดี รูปแบบสวย มีความทันสมัย สอดคล้องกับความต้องการของกลุ่มนี้ และแนวโน้มของคนกลุ่มนี้จะมีมากขึ้นเรื่อยๆ

    บทความนี้เป็นลิขสิทธิ์ของ นายแพทย์วิทวัส (ภาสกิจ) วัณนาวิบูล แห่ง มูลนิธิหมอชาวบ้าน ซึ่งเว็ป LoveYouPlaza.com ได้ขออนุญาตในการลงเผยแพร่เพื่อเป็นวิทยาทานเรียบร้อยแล้ว ทีมงานLoveYouPlaza.com ขอขอบคุณคุณหมออย่างสูงมา ณ โอกาสนี้ด้วย
    yinyang

    อ่านเพิ่มเติม
  • ผลิตภัณฑ์อาหารเพื่อสุขภาพ มองจากทัศนะแพทย์แผนจีน (ตอนที่ 2)
    04 08

    ประสบการณ์ต่อสู้เพื่อความอยู่รอด ทั้งจากโรคภัยไข้เจ็บและการดำรงชีพ ทำให้ก่อเกิดแนวคิดการดูแลสุขภาพในหลายๆ ด้านทัศนะแพทย์จีนต่ออาหารและยา การลองถูกลองผิดในการเสาะหาว่าอะไรคืออาหาร ทำให้มนุษย์ค้นพบยาในช่วงเวลาเดียวกัน พืชและสัตว์บางอย่างกินแล้วทำให้อาเจียน ท้องเสีย หมดสติ ทำให้รู้ว่าอะไรเป็นพิษ บางอย่างกินไปแล้วรู้สึกสดชื่น แข็งแรง ทำให้หายหรือบรรเทาจากการเจ็บป่วยก็จัดเป็นอาหารหรือยา คนจีนเรียกพืชที่มีคุณสมบัติทางยาว่า "เปิ๋นเฉ่า" และเป็นที่มาของ "อาหารและยามีแหล่งที่มาเดียวกัน"

    วิวัฒนาการในการใช้อาหารเป็นยาของจีนมีมาช้านานกว่า 3,000 ปีตัวอย่าง เช่น

    • ราชวงศ์ ซาง (1600-1100 ก่อนคริสต์ศักราช) มีเสนาบดีชื่อ ยี่ยิน มีความเชี่ยวชาญในการปรุงอาหารเพื่อการรักษา ได้เขียนหนังสือชื่อ ทัวเย่ลุ่น
    • ราชวงศ์โจว (1100-221 ก่อนคริสต์ศักราช) มีการจัดแบ่งฝ่ายแพทย์เป็น 4 ฝ่าย ซึ่งมีการแพทย์ฝ่ายโภชนาการรวมอยู่ด้วย มีหน้าที่รับผิดชอบปรุงอาหารเพื่อการรักษาโรคและบำรุงร่างกาย
    • ราชวงศ์สุย-ถัง (ค.ศ.581-907) แพทย์จีนชื่อดัง ซุนซือเหมี่ยว ได้เขียนหนังสือชื่อ เชียนจินเอี้ยวฝาง ซึ่งมีบทที่เกี่ยวข้องกับ "โภชนบำบัด" บางข้อความกล่าวถึงบทบาทของยาและอาหาร เช่น ฤทธิ์ของยารุนแรง เปรียบเสมือนการใช้กำลังทหาร ซึ่งเป็นการทำลาย เกิดความเสียหายง่าย แต่การใช้อาหารมีความนุ่มนวลกว่า อาหารสามารถขจัดเสียชี่ (สิ่งก่อโรค) บำรุงอวัยวะภายใน ผ่อนคลายจิตอารมณ์ทำให้เลือดและพลังไหลคล่อง ถ้าจะรักษาโรคให้ใช้อาหารรักษาก่อน ถ้ารักษาด้วยอาหารไม่หาย จึงค่อยพิจารณาการใช้ยา
      ซุนซือเหมี่ยว พบว่า
      1. การกินข้าวกล้องช่วยรักษาโรคเหน็บชาได้
      2. อาหารสาหร่ายทะเลสีน้ำตาลและต่อมไทรอยด์จากสัตว์รักษาโรคคอพอก
      3. ตับของสัตว์รักษาตามัวในที่มืด
      4. รกสัตว์ใช้รักษาวัณโรค
    • ราชวงศ์ถัง เหมิ้งสี่ ได้เขียนตำราเกี่ยวกับโภชนบำบัด เล่มแรก ชื่อ "สือเหลียวเปิ่นเฉ่า"
    • ราชวงศ์ หยวน (ค.ศ.1260-1368) พ่อครัวเอกของราชสำนัก ฮู-ซือ-ฮุ่ย ในปี ค.ศ. 1330 ได้เขียนหนังสือตำราเกี่ยวกับโภชนบำบัด เล่มสมบูรณ์เนื้อหาเกี่ยวข้องกับสุขอนามัยการบริโภค ตำรับอาหารเพื่อการรักษาโรค ชื่อ ยิ่น-ซ่าน-เจิ้ง-เอี้ย
    • ราชวงศ์หมิง (ค.ศ.1268-1644) หลี่สื่อเจิ่น (พ.ศ.2061-2136) ผู้เขียน เปิ่นเฉ่ากัวมู่ ได้กล่าวถึงสมุนไพรที่เป็นพืชและสัตว์อยู่รวมกันกว่า 1,892 ชนิด สมุนไพรบางชนิดใช้เป็นอาหารในชีวิตประจำวันได้

    ลักษณะพิเศษของอาหารและยา
    ลักษณะพิเศษของอาหารและยา ตามทัศนะแพทย์ แผนจีน
    1. อาหารและยามีคุณสมบัติทั้ง 4 คือเย็น ค่อนข้างเย็น อุ่น ร้อน
    2. อาหารและยา มีรสทั้ง 5 คือ หวาน เผ็ด เปรี้ยว ขม เค็ม (รสจืดจัดอยู่ในหวาน รสฝาดจัดอยู่ในเปรี้ยว)
    3. อาหารและยามีการเข้าเส้นลมปราณ หรือเข้าสู่อวัยวะภายในที่แน่นอน
    4. อาหารและยามีกำหนดกลไกการเคลื่อนที่พลังของร่างกาย (การขึ้น-ลง เข้าใน ออกนอก)

    จุดเด่นของการป้องกันและรักษาของแพทย์แผนจีน


    การแพทย์จีนมีจุดเด่นที่น่าสนใจดังนี้

    1. การปรับปรุงสมดุลแบบองค์รวม

    กลไก การเกิดโรค เกิดจากพลังพื้นฐานของร่างกาย (เจิ้งชี่ ) อ่อนแอ ปัจจัยก่อโรค (เสียชี่) แข็งแกร่งกว่า การปรับสมดุลจึงมุ่งเน้น 2 ด้าน คือการขจัดเสี่ยชี่ และบำรุงเจิ้งชี่ ปรับสมดุลยินหยาง มองความสัมพันธ์เชื่อมกันของส่วนต่างๆ ของร่างกาย รวมถึงสิ่งแวดล้อมและวิถีการดำเนินชีวิตด้วย

    2. การวินิจฉัยแยกแยะสภาพผู้ป่วย

    เนื่อง จากพื้นฐานร่างกาย ภูมิประเทศ สภาพแวดล้อมของแต่ละปัจเจกชนต่างกัน การเลือกใช้อาหารหรือ ยาให้เหมาะสม จึงต้องอาศัยการวินิจฉัยแยกแยะสภาพ ที่เป็นจริงจึงจะทำให้เกิดผลดีต่อสุขภาพ แพทย์จีนในวิธีการวินิจฉัยทั้ง 4 มอง ดม ฟัง ถาม จับสัมผัส มีหลักการวินิจฉัยที่คุ้นเคยกันมากคือ หลักปา-กัง-เปี้ยน-เจิ้ง คือจำแนกร้อน-เย็น, นอก-ใน, พร่อง-แกร่ง, ยิน-หยาง นำมาสรุปลักษณะองค์รวมใหญ่ๆ เพื่อกำหนด แนวทางการรักษา

    บทความนี้เป็นลิขสิทธิ์ของ นายแพทย์วิทวัส (ภาสกิจ) วัณนาวิบูล แห่ง มูลนิธิหมอชาวบ้าน ซึ่งเว็ป LoveYouPlaza.com ได้ขออนุญาตในการลงเผยแพร่เพื่อเป็นวิทยาทานเรียบร้อยแล้ว ทีมงานLoveYouPlaza.com ขอขอบคุณคุณหมออย่างสูงมา ณ โอกาสนี้ด้วย
    yinyang

    อ่านเพิ่มเติม
  • ผลิตภัณฑ์อาหารเพื่อสุขภาพ มองจากทัศนะแพทย์แผนจีน (ตอนที่ 3)
    04 08

    ระบบการย่อย การดูดซึมอาหารไม่มีระเบียบ ไร้กฎเกณฑ์ เกิดจากการกินอาหารจุบจิบ ตามอารมณ์

    เทคนิคการกินอาหารเพื่อสุขภาพ

    1. การกินข้าวต้มหรือโจ๊ก

    เหมาะเป็นอาหารมื้อเช้าสำหรับคนที่มีระบบการย่อยและดูดซึมไม่ค่อยดี ช่วงตื่นนอนตอนเช้า ระบบการย่อยอาหารของเรา เพิ่งจะเริ่มทำงาน (หลังจากพักมาตลอดทั้งคืน) ให้ดื่มน้ำ หลังตื่นนอนทันที 1-2 แก้ว เพื่อกระตุ้นระบบย่อยอาหาร พลังลมปราณที่ไหลผ่านเส้นลมปราณ กระเพาะอาหาร ม้าม สูงสุดในช่วง 07.00-09.00 น. และ 09.00-11.00 น. ตามลำดับ เราจึงควรกินอาหารเช้าที่มีลักษณะ ย่อยง่ายในช่วงเวลาดังกล่าว

    2. กินเมื่อยังไม่รู้สึกหิว และหยุดเมื่อเริ่มอิ่ม

    ไม่ควรปล่อยให้หิวจัดเกินไป เพราะจะทำลายพลังของกระเพาะอาหาร และไม่ควรกินอาหารอิ่มเกินไป เพราะจะทำลายสมรรถภาพการย่อยและการดูดซึม ทำให้อาหารตกค้างเป็นของเสีย ควรหยุดกินอาหารเมื่อมีความอิ่ม ร้อยละ 70-80

    3. อาหารมื้อเช้าต้องดี มื้อเที่ยงต้องอิ่ม มื้อเย็นต้องน้อย
    ปริมาณอาหารมื้อเช้า ร้อยละ 30-40 มื้อเที่ยง ร้อยละ 40-50 มื้อเย็น ร้อยละ 20-30

    4. ควรกินอาหารตามมื้อหลัก ตามเวลา
    ไม่ควรกินอาหารว่างหรือกินจุบจิบ ไม่มีกฎเกณฑ์ กินตามอารมณ์ เพราะทำให้ระบบการย่อยและดูดซึมอาหารไม่มีระบบระเบียบ ไร้กฎเกณฑ์ เช่นเดียวกัน

    5. ไม่กินอาหารที่มีรสชาติซ้ำซากเป็นเวลานาน

    รสเปรี้ยว วิ่งเส้นตับ ถ้ากินมากจะกระทบระบบย่อย และดูดซึมอาหาร โดยเฉพาะคนที่เป็นโรคกระเพาะอาหาร
    รสเผ็ด วิ่งเส้นปอด กระจาย กระตุ้นการไหลเวียน เลือด รสเผ็ดมากจะกระทบกระเทือนตับ ทำให้เส้นเอ็นหดตัว
    รสหวาน วิ่งเส้นม้าม เสริมร่างกาย ลดการปวดเกร็งกล้ามเนื้อ แต่ทำให้สะสมความร้อนและชื้นในร่างกาย เกิดการตกค้างของอาหารและของเสียได้ง่าย
    รสเค็ม วิ่งเส้นลมปราณไต รสเค็มทำให้ก้อนนิ่ม ช่วยระบาย แก้ท้องผูก การกินเค็มมากเกินไปจะกระทบกระเทือนหัวใจ ทำให้หลอดเลือดหดตัว ความดันสูง
    รสขม วิ่งเส้นลมปราณหัวใจ มีสรรพคุณขจัดร้อน สลายไฟ ลดไฟหัวใจที่แกร่ง (นอนไม่หลับ ฝันบ่อย แผลร้อนในปาก ลิ้นแดง) การกินรสขมมากเกินไปทำให้แห้งและระบบการย่อยอาหารอ่อนแอ


    แพทย์แผนจีนกับอาหารและยา
    แนวคิดเกี่ยวกับอาหารและยาของแพทย์แผนจีน มีดังนี้
    1. อาหารและยามีแหล่งที่มาเดียวกัน ยามปกติหรือไม่รุนแรง ควรใช้อาหารแทนยา ยาใช้เพื่อรักษาโรค ไม่ควรกินนานโดยไม่จำเป็น
    2. ต้องแยกแยะฤทธิ์ของอาหารและยา เป็นร้อน เย็น
    3. ต้องสนใจว่ารสชาติของอาหารและยา มีผลต่อ อวัยวะภายในและกลไกการขึ้นลงของพลัง รวมถึงการเข้าสู่เส้นลมปราณต่างๆ ไม่เหมือนกัน
    4. การเลือกกินอาหารไม่มีสูตรตายตัวเหมือนกันทุกคน ขึ้นกับสภาพความเป็นจริงของร่างกาย สภาพแวดล้อม (ภูมิประเทศ ภูมิอากาศ และเวลาที่เหมาะสม)
    5. อาหารและยา มีแนวคิดใหญ่ๆ ในการปรับสมดุล โดยเน้นการขับปัจจัยก่อโรค (เสียชี่) และการสร้างเสริมบำรุงพลังพื้นฐานร่างกาย (เจิ้งชี่) และปรับกลไกการไหลเวียนเลือด
    6. การเสริมสร้างภาวะสมดุล ต้องมีลักษณะองค์-รวม มองเห็นความสัมพันธ์เกี่ยวข้องของภาวะเสียสมดุล หลายๆ ด้านประกอบการพิจารณา เช่น จากผลกระทบของสิ่งแวดล้อม วิถีการดำเนินชีวิต อารมณ์ การพักผ่อน การนอนหลับ เพศสัมพันธ์ สภาพภูมิประเทศ อาหาร อากาศ ฤดูกาล เป็นต้น

    บทความนี้เป็นลิขสิทธิ์ของ นายแพทย์วิทวัส (ภาสกิจ) วัณนาวิบูล แห่ง มูลนิธิหมอชาวบ้าน ซึ่งเว็ป LoveYouPlaza.com ได้ขออนุญาตในการลงเผยแพร่เพื่อเป็นวิทยาทานเรียบร้อยแล้ว ทีมงานLoveYouPlaza.com ขอขอบคุณคุณหมออย่างสูงมา ณ โอกาสนี้ด้วย
    yinyang

    อ่านเพิ่มเติม
  • ผลิตภัณฑ์อาหารเพื่อสุขภาพ มองจากทัศนะแพทย์แผนจีน (ตอนที่ 4)
    04 08
    ระบบการย่อย การดูดซึมอาหารไม่มีระเบียบ ไร้กฎเกณฑ์ เกิดจากการกินอาหารจุบจิบ ตามอารมณ์ ฉบับที่แล้วได้กล่าวถึงความเป็นมาและแนวคิดของแพทย์แผนจีนทางด้านโภชนบำบัดมาโดยสังเขป ต่อไปนี้จะนำเสนอแนวคิดเกี่ยวกับอาหารและอาหารสุขภาพของแพทย์ตามแนวคิดตะวันตก ซึ่งพัฒนาจากการศึกษาวิจัย ประมาณ 60-70 ปีที่ผ่านมา โดยศึกษาประเด็นต่างๆ ดังนี้
    1. สารอาหารเป็นส่วนประกอบของโครงสร้างต่างๆของร่างกาย ทำให้สามารถเข้าใจโครงสร้างชีวโมเลกุลของเซลล์ เนื้อเยื่อ และอวัยวะต่างๆได้ จึงจัดสารอาหารเป็นหมวดหมู่ เช่น คาร์โบไฮเดรต ไขมัน โปรตีน เกลือแร่ วิตามิน เป็นต้น
    2. ความจำเป็นของสารอาหารที่เข้าไปมีส่วนสำคัญในกระบวนการทำงานของระบบต่างๆ ของร่างกาย เช่น เอนไซม์ ฮอร์โมน สารคัดหลั่งต่างๆ ล้วนมีโครงสร้างหรือส่วนประกอบของสารอาหารทั้งสิ้น
    3. กลไกการเมแทบอลิ ซึมระดับเซลล์หรือในกระบวนการเผาผลาญให้ได้พลังงานและการกำจัดทิ้งของเสีย ก็อาศัยสารอาหารต่างๆ ที่เปลี่ยนแปลงเข้าเกี่ยวข้อง
    4. มีความก้าวหน้าในการศึกษาสารอื่นๆ ที่ไม่ใช่สารอาหารแต่อยู่ในอาหาร และมีฤทธิ์เป็นยา มีบทบาทในการปรับสมดุลของร่างกาย หรือป้องกันการเกิดโรค (แนวคิดนี้เริ่มสอดคล้องกับแพทย์แผนจีนที่ว่าอาหารและยามาจากแหล่งเดียวกัน อาหารก็คือยา)
    5. ปัจจุบันและแนวโน้มในอนาคตการผสมผสาน สารอาหารแบบแผนปัจจุบันกับสารที่ไม่ใช่อาหารแต่มีฤทธิ์ทางยา รวมถึงสารสกัดสมุนไพร เป็นผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพในการป้องกันโรคหรือพยายามใช้อาหารธรรมชาติเป็นยาในการรักษาโรคเพื่อทดแทนหรือลดปริมาณการใช้ยาเคมี (ซึ่งมีฤทธิ์ตกค้างและผลแทรกซ้อนมากมาย)

    แนวคิดอาหารสุขภาพในทัศนะแพทย์แผนปัจจุบัน

    1. อาหารหลัก 6 หมู่

    ความรู้เรื่องอาหารหลัก 6 หมู่ ได้แก่ คาร์โบไฮเดรต ไขมัน โปรตีน เกลือแร่ วิตามิน และน้ำ (บ้างจัดเป็น 5 หมู่ไม่รวมน้ำ บ้างจัดเป็น 7 หมู่) รวมถึง กากใยอาหาร (ไฟเบอร์) ความรู้เหล่านี้เป็นผลจากการศึกษาวิจัยเมื่อ 60-70 ปีก่อนอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน

    ร่างกายต้องการอาหารบางอย่างที่ให้พลังงานเพื่อการดำรงชีวิต เพื่อการทำงานของระบบต่างๆ และการเจริญเติบโต สารอาหารที่ต้องการปริมาณมาก เรียกว่า macronutrients ได้แก่ คาร์โบไฮเดรต ไขมัน และโปรตีน

    สารอาหารที่มีความจำเป็นต่อร่างกายอย่างมาก แต่ต้องการปริมาณที่น้อย มีบทบาทสำคัญในการช่วยควบคุมและมีส่วนร่วมให้ปฏิกิริยาทางเคมีของร่างกาย เรียกว่า micronutrients ได้แก่ วิตามินและเกลือแร่
    ส่วนน้ำ เป็นสารประกอบสำคัญของร่างกาย คือร่างกายผู้ใหญ่ มีน้ำเป็นส่วนประกอบประมาณร้อยละ 60 ของน้ำหนักตัว ถ้าร่างกายสูญเสียน้ำไป ร้อยละ 10 จะเป็นอันตรายต่อสุขภาพ และถ้าสูญเสียน้ำไปร้อยละ 20 จะทำให้เสียชีวิตได้
    น้ำจึงเป็นตัวกลางของการดำรงชีวิต นอกจากเป็นส่วนประกอบของเซลล์แล้ว ระบบเลือด ระบบน้ำเหลือง ระบบการย่อยอาหาร ระบบการขับถ่ายของเสีย การควบคุมอุณหภูมิ การลำเลียงอาหาร ก็ล้วนต้องอาศัยน้ำเข้าเกี่ยวข้องด้วย
    ไฟเบอร์(กากใยอาหาร) เป็นส่วนของพืชที่ไม่สามารถถูกดูดซึมเข้าสู่ร่างกายได้ แต่เดิมไม่จัดเป็นสารอาหาร เพราะไม่ให้พลังงานแก่ร่างกาย และไม่มีบทบาทต่อการทำงานของปฏิกิริยาชีวเคมีในร่างกายโดยตรง แต่ปัจจุบันพบว่า ไฟเบอร์มีบทบาทสำคัญมากต่อการมีสุขภาพที่ดี

    หน้าที่หลักคือ การช่วยทำให้การขับของเสียจากตับที่ออกมาสู่ลำไส้มีประสิทธิภาพดียิ่งขึ้น ช่วยควบคุมการดูดซึมอาหาร ช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ช่วยกันดูดซับกรดน้ำดี ทำให้สามารถควบคุมระดับคอเลสเทอรอลในเลือด เป็นต้น

    การกินอาหารที่มีกากใยอาหารน้อย จะทำให้มีความผิดปกติของทางเดินอาหาร เกิดอาการท้องผูก และมีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่มากขึ้น

    การศึกษาวิจัยต่อเนื่องหลังปี พ.ศ.2523 ทางการแพทย์พบว่าความสัมพันธ์ของอาหารกับโรคต่างๆ ที่พบมากขึ้นเรื่อยๆ ในยุคโลกาภิวัตน์ เช่น โรคภาวะหลอดเลือดเสื่อม ทำให้เกิดโรคหัวใจ อัมพฤกษ์ อัมพาต โรคมะเร็ง โรคเบาหวาน โรคความเสื่อมชรา เป็นต้น

    2. อาหารเสริม หรืออาหารสุขภาพ
    อาหารเสริม บางคนใช้ศัพท์ diet supplement
    อาหารสุขภาพ บางคนใช้ศัพท์ junctional food

    อาหารเสริมหรืออาหารสุขภาพคือ อาหารที่ประกอบด้วยสารก่อให้เกิดประโยชน์ต่อร่างกาย นอกเหนือจากอาหารหลักทั้ง 6 ประเภทที่กล่าวมาแล้ว ซึ่งเชื่อว่าจะช่วยป้องกันและลดอัตราเสี่ยงต่อการเกิดโรคต่างๆ
    ความเชื่อเรื่องอาหารเสริมสุขภาพ พัฒนามาจากความรู้ทางโภชนาการ ร่วมกับเทคโนโลยีอาหาร ความรู้สุขภาพและการแพทย์สมัยใหม่ หรือการผสมผสานการศึกษาวิจัยการแพทย์แบบภูมิปัญญา ผสมผสานกันทำให้เกิดการดัดแปลง ปรุงแต่ง ทำให้ได้สารอาหารที่มีคุณค่าโภชนาการสูง กลายเป็นผลิตภัณฑ์สำเร็จรูปที่ง่าย สะดวกต่อการกิน และกลายเป็นทางเลือกหนึ่งของการดูแลสุขภาพเชิงป้องกันและลดความเสี่ยงของการ เกิดโรค อย่างไรก็ตาม ความเชื่อเรื่องอาหารเสริม ยังไม่เป็นที่ยอมรับของแพทย์แผนปัจจุบัน ซึ่งเป็นกระแสหลักของสังคมไทยที่ยึดกับความเชื่อเรื่องอาหารหลัก 6 หมู่เป็นสำคัญ

    3. อาหารที่มีหน้าที่เป็นยา (โภชนเภสัชภัณฑ์)
    ศัพท์ฝรั่งเรียกอาหารที่ทำหน้าที่เป็นยาว่า nutraceuticalมาจากคำว่า nutritional หมายถึงโภชนาการ กับคำว่า pharmaceutical หมายถึงยา บางท่านใช้ราก-ศัพท์มาตั้งชื่อเป็นโภชนเภสัชภัณฑ์ ซึ่งยังไม่ใช่ชื่อที่บัญญัติเป็นทางการ

    อาหารที่มีหน้าที่เป็นยาเป็นสารสกัดจากพืชสมุนไพรหรือผลิตภัณฑ์ธรรมชาติรวมถึงสารอาหารหลัก ตัวอย่างเช่น

    1. สารสกัดจากพืชและสมุนไพรที่ไม่ใช่สารอาหารหลักกลุ่มไฟโทเคมิคอล (phytochemicals)

    • ไฟโทเอสโทรเจน ฟลาโวนอยด์
    • โพรไบโอติด พรีไบโอติก
    • กลุ่มไกลโคไซด์
    • แคโรทีนอยด์ เป็นสารธรรมชาติที่พบในพืชผักผลไม้ สีส้ม เหลือง แดง

    2. กลุ่มอาหารที่มีหน้าที่เป็นยาที่สกัดจากสาร อาหารหลัก เช่น วิตามินซี วิตามินอี บีตาแคโรทีน แคลเซียม ธาตุเหล็ก ซิลิคอน โบรอน ไฟเบอร์ ซีลีเนียม เป็นต้น

    จากข้อมูลต่างๆ และแนวโน้มของการเกิดโรคสมัยใหม่ พบว่าสาเหตุสำคัญอันหนึ่งคือ ความเสียสมดุล ในการกินอาหารโดยเฉพาะสังคมเมือง (ปัจจุบันลุกลาม ไปชนบท ที่โลกาภิวัตน์ย่างกรายไปถึง)

    แนวโน้มการกินอาหารที่หนักไปทางไขมัน น้ำตาล แป้ง และเกลือ (ความเค็ม) (ซึ่งดูได้จากอาหารแบบตะวันตก รวมถึงของขบเคี้ยวที่เป็นแป้ง เค็ม มีสารปรุงแต่งรสจำนวนมาก) ทำให้ได้รับสารเคมีหรือสิ่งแปลกปลอมเข้าสู่ร่างกาย เกิดความเสียสมดุลทางโภชนาการ ขาดวิตามิน เกลือแร่ ไฟเบอร์ ก่อให้เกิดการสะสมไขมัน เกิดการสะสมสารพิษ เกิดอนุมูลอิสระ เกิดความเสื่อมของหลอดเลือดและระบบต่างๆ ของร่างกาย ซึ่งเป็นสาเหตุของความเสื่อมชรา โรคมะเร็ง โรคหลอดเลือดหัวใจและสมอง นี้ยังไม่รวมถึงปัจจัยอื่นๆ เช่น น้ำ เครื่อง-ดื่ม อากาศ ความเครียด การพักผ่อน การออกกำลังกาย ซึ่งล้วนเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ก่อให้เกิดการเสียสมดุลของร่างกายทั้งสิ้น ด้วยการศึกษาวิจัย และเทคโนโลยีทางอาหารในการแยกส่วนหรือสกัดสารที่ไม่ใช่อาหารหลัก (หรือที่เรียกว่าไฟโทเคมิคอล) แต่เป็นสารชีวเคมีของสิ่งมีชีวิตที่มีบทบาทในการปรับสมดุล และมีฤทธิ์ทางยาด้วย

    ความพยายามผลิตอาหารเสริมสุขภาพ หรืออาหารที่มีหน้าที่เป็นยา โดยถือหลักเติมเต็มสิ่งที่ขาดไปในวิถีชีวิตของโลกาภิวัตน์ แล้วยังเติมสารสกัดธรรมชาติ ที่เชื่อว่าจะช่วยขจัดและป้องกันความเสื่อมของเซลล์ร่างกาย โดยเฉพาะกลุ่มขจัดอนุมูลอิสระ กลุ่มต้านมะเร็ง กลุ่มป้องกันการเสื่อมของหลอดเลือด กลุ่มควบคุมการเผาผลาญน้ำตาลและไขมัน มาจากอาหาร หรือพืชสมุนไพรที่เป็นภูมิปัญญาสั่งสมกันมานาน

    บทความนี้เป็นลิขสิทธิ์ของ นายแพทย์วิทวัส (ภาสกิจ) วัณนาวิบูล แห่ง มูลนิธิหมอชาวบ้าน ซึ่งเว็ป LoveYouPlaza.com ได้ขออนุญาตในการลงเผยแพร่เพื่อเป็นวิทยาทานเรียบร้อยแล้ว ทีมงานLoveYouPlaza.com ขอขอบคุณคุณหมออย่างสูงมา ณ โอกาสนี้ด้วย
    yinyang

    อ่านเพิ่มเติม
  • ผลิตภัณฑ์อาหารเพื่อสุขภาพ มองจากทัศนะแพทย์แผนจีน (ตอนที่ 5)
    04 08
    ฉบับที่แล้วกล่าวถึงแนวคิดอาหารสุขภาพคืออาหารหลัก 6 หมู่ แต่ฉบับนี้พูดถึงสารสกัดจากพืชและสมุนไพรที่ไม่ใช่สารอาหารหลักกลุ่มพฤกษเคมี


    สารพฤกษเคมี

    สารพฤกษเคมี (phytochemical) เป็นสารที่พบในผักและผลไม้ ที่มีบทบาทในการป้องกันการเกิดโรคของร่างกาย โดยเฉพาะผลต่อระบบภูมิคุ้มกัน

    สารพฤกษเคมี (ไม่ใช่สารอาหารหลัก 6 หมู่) มีหลายร้อยชนิด มีเพียงส่วนน้อยที่มีการศึกษา อาหารที่เรากินอยู่ทุกวันล้วนมีสารพฤกษเคมีอยู่หลายชนิดมากมาย มีการทำหน้าที่ร่วมกันที่ซับซ้อน สีของใบไม้ ผลไม้ ก็เป็นส่วนหนึ่งของสารพฤกษเคมี สารเหล่านี้ไม่มีคุณค่าทางโภชนาการในการให้พลังงานแก่ร่างกายโดยตรง แต่เชื่อว่ามีผลต่อภูมิต้านทานโรคเป็นด้านหลัก การศึกษาวิจัยทางด้านนี้นับว่ายังเริ่มต้นไม่นาน


    ตัวอย่างของสารพฤกษเคมี

    1. อินโดล (indoles)
    พบ ในผักพวกกะหล่ำ บทบาทสำคัญคือการขับสารก่อมะเร็งและสามารถปรับเปลี่ยนฮอร์โมนเอสโทรเจน ให้เป็นรูปแบบที่ไม่ก่อให้เกิดมะเร็งเต้านมและมะเร็งชนิดอื่นๆ นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่า อินโดลจะปิดกั้นสารก่อมะเร็งเข้าสู่เซลล์ของร่างกาย

    2. อัลลีล ซัลไฟด์ (allyl sulphide)

    พบในหัวหอม กระเทียม บทบาทสำคัญคือการกระตุ้นการผลิตเอนไซม์ เพื่อช่วยขับสารก่อมะเร็งมากขึ้น และช่วยลดการแบ่งตัวของเซลล์มะเร็ง


    3. ฟลาโวนอยด์ (flavonoids)

    พบมากในผักและผลไม้ สารฟลาโวนอยด์มักมีวิตามินซีเป็นส่วนประกอบร่วมด้วย มีบทบาทปกป้องเซลล์จากสารก่อมะเร็ง และกดการเปลี่ยนแปลงของเซลล์ปกติที่จะกลายเป็นเซลล์มะเร็ง การวิจัยบางชิ้นรายงานว่าสามารถยับยั้งฮอร์โมนที่มีฤทธิ์กระตุ้นการเติบโตของมะเร็ง


    4. ไอโซฟลาโวน (isoflavones)

    พบมากในถั่วเหลือง ถั่วลันเตา ถั่วแระ ถั่วอัลฟาฟ่า ชะเอม ตังกุย ธัญพืช เป็นต้น การศึกษาพบว่า ประเทศญี่ปุ่นที่ปลูกถั่วเหลืองและกินถั่วเหลืองอย่างสม่ำเสมอ มีอัตราการเกิดมะเร็งเต้านมและมะเร็งต่อมลูกหมากน้อย ไอโซฟลาโวนมีบทบาทในการต้านอนุมูลอิสระ ขจัดสารก่อมะเร็งและยับยั้งการเติบโตของก้อนมะเร็ง

    5. ลิกนาน (lignans)

    พบมากในเมล็ดแฟลกซ์ พวกปอ ป่าน เมล็ดงา ทานตะวัน บร็อกโคลี่ ข้าวโอ๊ต มีบทบาทเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ยับยั้งการเติบโตของเซลล์มะเร็ง มีส่วนประกอบของกรดไขมัน โอเมก้า-3 ซึ่งมีบทบาทสำคัญเกี่ยวกับโรคระบบภูมิคุ้มกัน เช่น มะเร็งลำไส้ โรคหัวใจและหลอดเลือด

    6. ไลโมนีน (limonene)

    พบมากในมะนาว ผลไม้พวกส้ม มีบทบาทด้านการผลิตเอนไซม์ต่างๆ ขจัดสารก่อมะเร็ง และช่วยลดขนาดมะเร็งเต้านม


    7. กรดแคฟเฟกเซีย (caffecia acid)

    พบ ในผลไม้พวกส้ม มีบทบาททำให้สารก่อมะเร็งถูกขับออกจากร่างกายง่ายขึ้น (โดยการละลายน้ำ) ช่วยลดการเติบโตของเซลล์มะเร็ง โดยเฉพาะมะเร็งผิวหนัง


    8. ซาโพนิน (saponins)

    พบในรากมันสำปะหลัง ผักสะตอ ผักหนาม ผักเสี้ยนผี มีอยู่ 11 ชนิด พบว่าในปริมาณน้อยจะมีฤทธิ์ขจัดมะเร็ง


    9. ไลโคพีน (lycopene)

    เป็น แคโรทีนอยด์ พบปริมาณสูงในมะเขือเทศ ฝรั่ง แตงโม มะละกอ สามารถออกฤทธิ์ลดไขมัน ลดความดันเลือด และเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ลดความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งต่อมลูกหมาก มะเร็งปอด มะเร็งกระเพาะอาหาร


    10. คาเทชิน (catechins)

    พบ มากในสารสกัดชาเขียว (green tea extract) มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระที่ดี ป้องกันการเสื่อมของหลอดเลือด ลดความเสี่ยงโรคมะเร็ง ป้องกันการอักเสบของข้อ และการทำงานกระดูกอ่อน


    11. ไคโทซาน (chitosan)

    เป็น สารธรรมชาติที่ได้จากเปลือกของกุ้ง ปู หรือหอย เป็นพวกโพลีแซ็กคาไรด์ มีประจุบวกในตัว สามารถจับกับกรดไขมันที่เป็นประจุลบได้ดี ทำให้สามารถดูดจับไขมันในระบบทางเดินอาหาร เพื่อลดการดูดซึมไขมันเข้าสู่ร่างกาย


    12. ไฟเบอร์ (fiber)

    แบ่งเป็นไฟเบอร์ที่ละลายน้ำ ได้แก่ เพ็กทิน (pectin) มูซิเลจ (mucilage) กัม (gum) เมื่อละลายน้ำมีลักษณะคล้ายเจล เมื่อกินเข้าไปในทางเดินอาหาร เส้นใยอาหารชนิดนี้จะจับโมเลกุลของไขมันได้ รวมถึงการดูดจับกรดน้ำดีที่สร้างจากคอเลสเตอรอลไหลดูดซึมกลับเข้าสู่ร่างกาย จึงมีบทบาทลดไขมันและควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดของผู้ป่วยเบาหวาน และควบคุมความหิวและทำให้อิ่ม ใช้ในการลดน้ำหนัก และช่วยดูดซับพิษของร่างกายที่ขับออกทางน้ำดี


    13. โคเอนไซม์คิวเท็น (coenzyme Q10)

    ร่าง กายสามารถสังเคราะห์ได้เอง หรืออาจได้จากสัตว์และพืช เช่น น้ำมันปลาทะเลลึก (ปลาซาร์ดีน ปลาแซลมอน) อาหารทะเล เครื่องในสัตว์ รำข้าว น้ำมันถั่วเหลือง เป็นต้น เป็นสารประกอบคล้ายวิตามินที่มีคุณสมบัติละลายน้ำได้ โดยจะอยู่ในส่วนเยื่อหุ้มเซลล์ (cell membrane) ของบริเวณไมโทคอนเดรีย (mitochondria) ของเซลล์อวัยวะที่ให้พลังงานมากในปริมาณที่สูง เช่น หัวใจ ตับ กล้ามเนื้อ สมอง เป็นต้น โคเอนไซม์คิวเท็น มีหน้าที่ในกระบวนการเปลี่ยน แปลงคาร์โบไฮเดรตและไขมันให้เป็นพลังงานเพื่อการใช้งานของเซลล์ การมีคิวเท็นลดลงจะทำให้การได้รับพลังงานของร่างกายโดยเฉพาะกล้ามเนื้อหัวใจ น้อยลง ทำให้เซลล์ตายได้ง่าย นอกจากนี้ยังเสริมฤทธิ์วิตามินซี และวิตามินเอ ในการต้านอนุมูลอิสระ ร่างกายสามารถสร้างโคเอนไซม์คิวเท็นได้ดีในช่วงหนุ่มสาวเท่านั้น และจะค่อยๆ สร้างลดลงในวัยกลางคน (40 ปีขึ้นไป)


    มีการนำมาใช้เป็นอาหารเสริมเพื่อวัตถุประสงค์

    1. ช่วยการทำงานของหัวใจในการสูบฉีดเลือดและต้านการเสื่อมสภาพของหลอดเลือด (ออกฤทธิ์คล้ายวิตามินอี) ในผู้ป่วยโรคหัวใจหลอดเลือด
    2. ช่วยการทำงานของสมอง ในผู้ป่วยอัลไซเมอร์ เพื่อให้สมองสามารถผลิตพลังงานแก่สมองได้มากขึ้น ขณะเดียวกัน โคเอนไซม์คิวเท็นยังมีส่วนประกอบของเฟนิลอะลานิน ช่วยกระตุ้นต่อมไทรอยด์ให้เผาผลาญอาหารเป็นพลังงานได้ดีขึ้น

    บทความนี้เป็นลิขสิทธิ์ของ นายแพทย์วิทวัส (ภาสกิจ) วัณนาวิบูล แห่ง มูลนิธิหมอชาวบ้าน ซึ่งเว็ป LoveYouPlaza.com ได้ขออนุญาตในการลงเผยแพร่เพื่อเป็นวิทยาทานเรียบร้อยแล้ว ทีมงานLoveYouPlaza.com ขอขอบคุณคุณหมออย่างสูงมา ณ โอกาสนี้ด้วย
    yinyang

    อ่านเพิ่มเติม
  • ผลิตภัณฑ์อาหารเพื่อสุขภาพ มองจากทัศนะแพทย์แผนจีน (ตอนที่ 6)
    04 08
    ฉบับที่แล้วพูดถึงพฤกษเคมี (phytochemical) ที่พบในผักและผลไม้ ซึ่งมีบทบาทในการป้องกันการเกิดโรคของร่างกาย โดยเฉพาะผลต่อระบบภูมิคุ้มกัน สำหรับฉบับนี้เกี่ยวข้องกับการศึกษาวิจัยอาหารและสมุนไพรเพื่อนำมารักษาโรค

    ตัวอย่างการศึกษาวิจัยอาหาร-สมุนไพร เพื่อนำมารักษาโรค

    1. มะระ

    สารสกัด น้ำมะระมีฤทธิ์ลดน้ำตาลในเลือด เชื่อว่าสารเพปไทด์ในมะระจะมีฤทธิ์เช่นเดียวกับอินซูลิน การออกฤทธิ์คล้ายกับยา metformin (metfron)


    2. อบเชย

    มีองค์ประกอบของไฮดรอกซี-ซาลโคน มีผลยับยั้ง เอนไซม์ ทำให้การยอมรับต่ออินซูลินของเซลล์ดีขึ้น


    3. กระเทียม

    มีสารสำคัญคือ ajoere ยับยั้งการรวมตัวของเกล็ดเลือด ป้องกันการอุดตันของเลือด


    4. เจียวกู่หลาน (ชาสตูล หรือปัญจขันธ์)

    มีสารสำคัญคือ ไตรเทอร์พีน มีโครงสร้างคล้ายกับจินเซนโนไซด์ (พบในโสม) สามารถลดระดับน้ำตาลในเลือด นอกจากนั้นยังมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระของหลอดเลือดและลดไขมันในเลือด


    5. เห็ดหลินจือ

    เห็ดหลินจือ (เห็ดหมื่นปี) ทางแพทย์จีนระบุว่าเป็นยาอายุวัฒนะ ใช้บำรุงร่างกาย ทำให้อายุยืน ช่วยนอนหลับ สารสำคัญคือ โพลีแซ็กคาไรด์ A B C D E G H และอื่นๆ ซึ่งมีฤทธิ์ต้านมะเร็ง กระตุ้นภูมิต้านทาน ลดการอักเสบและป้องกันอันตรายจากการฉายรังสี เป็นต้น


    6. ถั่วเหลือง

    การศึกษาทางระบาดวิทยา พบว่า การกินผลิตภัณฑ์ถั่วเหลืองมีความสัมพันธ์กับการลดความเสี่ยงจากการเป็น มะเร็งทั้งชนิดที่เกี่ยวข้องกับฮอร์โมน และไปเกี่ยวข้องกับฮอร์โมนเป็นมะเร็งปอด ต่อมลูกหมาก มะเร็งเต้านม มะเร็งกระเพาะอาหาร เป็นต้น ซึ่งเป็นผลจากสารไอโซฟลาโวน (Isoflavones) ในถั่วเหลือง


    7. ว่านหางจระเข้

    ว่านหางจระเข้ (Aloe vera) พืชประเภทกระบอง-เพชรที่ใช้กันมานับพันปี การรักษาแผลไฟไหม้น้ำร้อน ลวก แผลเรื้อรัง ใช้ห่อศพมัมมี่ของชาวอียิปต์
    การวิจัยสมัยใหม่พบว่ามีซาโพนิน กรดวิตามิน ฮอร์โมนซึ่งซึมผ่านผิวหนังเข้าไปได้ มีกรดยูโรนิก เป็นสารขับพิษโดยธรรมชาติ ป้องกันการกระจายของเชื้อไวรัสจากเซลล์หนึ่งไปอีกเซลล์หนึ่ง


    8. เรด คลอฟเวอร์

    เรดคลอ ฟเวอร์ (Red clover) เป็นสมุนไพรทางยุโรป ใช้เป็นยาขับเสมหะ ขับปัสสาวะ คนอเมริกันพื้นเมืองใช้รักษาโรคเจ็บคอ หอบหืด หลอดลมอักเสบ การศึกษาวิจัยพบว่ามีฤทธิ์ต้านจุลชีพ แบคทีเรีย วัณโรค คนโบราณจัดเป็นสมุนไพรล้างให้เลือดสะอาด มักใช้ยาเหล่านี้ในยาล้างพิษ ใช้ในผู้ป่วยมะเร็ง เรดคลอฟเวอร์ยังมีส่วนประกอบของวิตามินและแร่ธาตุ มีวิตามินเอขนาดสูง สามารถปกป้องเซลล์เยื่อบุ และป้องกันเซลล์เมมเบรน ป้องกันปฏิกิริยาออกซิเดชั่น มีส่วนประกอบของธาตุเหล็ก บำรุงเลือด และวิตามินซี ซึ่งช่วยระบบภูมิคุ้มกัน


    9. เบอร์ด็อก

    เบอร์ด็อก (burdock) การวิจัยสมัยใหม่ พบฤทธิ์ในการขับปัสสาวะและต้านมะเร็งในสัตว์ทดลอง นอกจากนี้ ยังมีฤทธิ์ต้านแบคทีเรีย เชื้อรา ใช้ในโรคผิวหนัง โรคข้อ และโรคเกาต์ รากของเบอร์ด็อกใช้ในตำรับยารักษามะเร็งเต้านม และโรคของอวัยวะอื่นๆ เช่น ตับ กระเพาะอาหาร โพรงไซนัส คนจีนใช้เป็นยาลดระดับน้ำตาลในเลือด ขับลมและขับความร้อน ถือว่าเป็นยาดีท็อกซ์ชนิดหนึ่ง ช่วยทำให้เลือดสะอาด ส่วนประกอบสำคัญคือ วิตามินซี เหล็ก ซึ่งเชื่อว่ามีฤทธิ์ช่วยขับของเสีย และทำให้เลือดสะอาด ยังมีส่วนประกอบของวิตามินเอ บี อี แร่ธาตุต่างๆ เช่น ซิลิคอน สังกะสี เป็นต้น


    10. บีพอลเลน

    นักวิ่งมาราธอนของกรีกโบราณ ใช้บีพอลเลนเพิ่มพลังและความทนการวิ่งระยะทางไกล การศึกษาวิจัยสมัยใหม่พบว่า บีพอลเลนมีส่วนประกอบของโปรตีนและคาร์โบไฮเดรตปริมาณสูง สามารถใช้เป็นอาหารเสริมนักกีฬา ให้มีความแข็งแรง และมีสารชีวเคมีมากมายในการกระตุ้นระบบภูมิคุ้ม ช่วยชะลอความแก่ รักษาโรคภูมิแพ้ หอบหืด ส่วนประกอบสำคัญคือ กรดไขมันที่มีความจำเป็น กรดอะมิโน เอนไซม์ วิตามิน เกลือแร่


    11. คลอโรฟิลล์

    คลอโรฟิลล์ (chlorophyll) เป็นรงควัตถุสีเขียวที่ พืชใช้สังเคราะห์แสง คนเราได้คลอโรฟิลล์จากพืชผักสด ที่มีสีเขียว โดยเฉพาะต้นอ่อนของอัลฟาฟ่า ต้นเฟนูกรีซ ต้นผักกาด คนโบราณใช้ต้นอ่อนสีเขียวเป็นการล้าง สารพิษ ในฤดูใบไม้ผลิในรูปแบบต่างๆ รวมทั้งเป็นเครื่องดื่มสีเขียว โครงสร้างของคลอโรฟิลล์มีความใกล้เคียงกับเฮโมโกลบิน รงควัตถุมีสีแดงในเลือด ซึ่งประกอบด้วยกลุ่มอะตอมของคาร์บอน ไฮโดรเจน ออกซิเจน ไนโตรเจน ล้อมรอบธาตุเหล็ก ในขณะที่คลอโรฟิลล์ กลุ่มอะตอมเหล่านี้เป็นแกนกลางล้อมรอบแมกนีเซียม ซึ่งเป็นแกนกลาง อี.เบอร์เชอร์ (E.Bircher) นักวิจัยทางวิทยาศาสตร์ ท่านหนึ่งให้สมญานามคลอโรฟิลล์ว่า "พลังแสงอาทิตย์ ที่เข้มข้น" คลอ โรฟิลล์ช่วยเพิ่มการทำงานของหัวใจให้ดี ขึ้น มีผลต่อระบบหลอดเลือด ลำไส้ มดลูก และปอด คลอโรฟิลล์นับว่าเป็นสิ่งบำรุงของมนุษยชาติ มันทำให้วิตามิน เกลือแร่ ช่วยระบบการย่อยอาหาร มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อโรค และช่วยการฟื้นตัวของเซลล์มีบทบาทในการลดการอักเสบของข้อ หลอดเลือด ลดความดันเลือด เป็นการขับล้างสารพิษออกจากระบบเลือด


    12. ใบหม่อน

    ชา ใบหม่อน (mulburry leaf) หรือสารสกัดจากใบหม่อน มีฤทธิ์ลดน้ำตาลในเลือด ในสัตว์ทดลอง บางรายงานพบว่าสามารถลดระดับของคอเลสเตอรอลและไตรกลีเซอไรด์ลงอย่างมีนัย สำคัญ


    13. บอระเพ็ด

    ตำราสรรพคุณยาไทยบอกว่า บอระเพ็ดมีสรรพคุณ แก้ไข้ทุกชนิด บำรุงกำลัง เจริญไฟธาตุ แก้ร้อนใน เป็นยาขม เจริญอาหาร บางรายงานเชื่อว่าสามารถลดน้ำตาลในเลือด บางรายงานพบว่าผลไม่ชัดเจน บางรายงานก็พบว่าทำให้เกิดพิษต่อตับในผู้ป่วยบางราย เกิดเอนไซม์ตับสูงขึ้น แต่หลังจากหยุดยาผลเลือดกลับสู่ปกติได้

    บทความนี้เป็นลิขสิทธิ์ของ นายแพทย์วิทวัส (ภาสกิจ) วัณนาวิบูล แห่ง มูลนิธิหมอชาวบ้าน ซึ่งเว็ป LoveYouPlaza.com ได้ขออนุญาตในการลงเผยแพร่เพื่อเป็นวิทยาทานเรียบร้อยแล้ว ทีมงานLoveYouPlaza.com ขอขอบคุณคุณหมออย่างสูงมา ณ โอกาสนี้ด้วย
    yinyang

    อ่านเพิ่มเติม
  • ผลิตภัณฑ์อาหารเพื่อสุขภาพ มองจากทัศนะแพทย์แผนจีน (ตอนที่ 7)
    04 08

    แนวคิดทำไมต้องมีอาหารเสริมสุขภาพ

    ร่างกายต้องการสารอาหารที่ได้สมดุล เพื่อสุขภาพที่ดี

    ภาวะปัจจุบัน คนส่วนใหญ่ (โดยเฉพาะคนเมือง) ได้รับอาหารประเภทไขมัน แป้ง เกลือ เนื้อสัตว์ทำให้ขาดเส้นใย ผัก ผลไม้ วิตามิน แร่ธาตุ ทำให้เกิดโรคหัวใจ โรคมะเร็ง โรคอ้วน เบาหวาน โรคความเสื่อม นอกจากนี้อุปนิสัยและความเคยชินหลายอย่างก็มีผลต่อการขาดสารอาหาร


    คนที่ดื่มเหล้า

    • เหล้า 1 กรัมทำให้ร่างกายเสียพลังงาน 7 แคลอรี โดยไม่ได้ให้คุณค่าของสารอาหารเลย
    • เหล้าทำให้ร่างกายสูญเสียวิตามินบี ซี สังกะสี แมกนีเซียม โพแทสเซียม
    • เหล้าทำลายตับ ทำให้พิษสะสมในร่างกายมากขึ้น ทำให้เป็นโรคตับแข็งหรือโรคมะเร็งง่ายขึ้น

    คนสูบบุหรี่

    • บุหรี่มีผลระคายเคืองต่อปอด เพิ่มความเสี่ยงของ โรคมะเร็งโดยตรงและทางอ้อม
    • การสูบบุหรี่ทำให้ความต้องการสารอาหารพวก วิตามินบี12 กรดโฟลิก วิตามินซีและอี ซึ่งเป็นสารต้าน อนุมูลอิสระมากขึ้นเพราะต้องไปต่อสู้กับความเสื่อมของเนื้อเยื่อ และการเพิ่มขึ้นของอนุมูลอิสระที่ทำลายเนื้อเยื่อต่างๆของร่างกาย นอกจากนี้ยังพบว่าบีตาแคโรทีนในคนสูบบุหรี่จะต่ำกว่าคนทั่วไปอีกด้วย

    คนดื่มกาแฟ ชา

    • การดื่มกาแฟและชา โดยเฉพาะก่อนหรือหลังอาหาร 1 ชั่วโมงจะมีผลลดการดูดซึมธาตุเหล็กถึงร้อยละ 80
    • การดื่มกาแฟปริมาณมากจะทำให้แคลเซียมถูกขับออกจากร่างกายมากขึ้น ทำให้กระดูกพรุน

    การเตรียมอาหาร

    • การล้าง การปรุง การเก็บเกี่ยว การบรรจุหีบห่อ การขนส่ง การเก็บอาหาร มีผลต่อการสูญเสียวิตามินอย่างมาก โดยเฉพาะวิตามินซี
    • การสีข้าว มีผลทำให้ไฟเบอร์หลุดหายไป
    • การเติมกลิ่น สี รส ในอาหารทำให้คุณค่าของสารอาหารด้อยและขาดหายไป
    • การทำอาหารบรรจุเป็นผลิตภัณฑ์สำเร็จรูปได้ทำลายคุณค่าธรรมชาติของสารอาหารลงไปอย่างชัดเจน

    คนแต่ละวัยมีความต้องการสารอาหารที่แตกต่างกัน

    วัยเด็ก

    ความต้องการอาหารเพื่อการเติบโตและพัฒนาการมีมาก จึงต้องเสริมปริมาณธาตุเหล็ก แคลเซียม โฟลิก โครเมียม สังกะสี วิตามินเอ บี1 บี2 วิตามินซีให้พอ

    วัยกลางคน-สูงอายุ

    เป็นวัยที่ขาดแคลนอาหารได้ง่ายจากหลายปัจจัยด้วยกัน เช่น การกินอาหารได้น้อยลง เนื่องจากปัญหาของฟันและช่องปาก ผลกระทบจากยารักษาโรค ความเจ็บป่วยทางร่างกายและจิตใจ การสัมผัสกับแดดน้อยลง (ขาดการสร้างวิตามินดี) เป็นผลทำให้ขาดแร่ธาตุแคลเซียม เหล็ก สังกะสี วิตามินดี แคโรทีนอยด์ ซึ่งเป็น สาเหตุของภูมิคุ้มกันต่ำลงและร่างกายเสื่อมถอยเร็วขึ้น

    คนท้อง หญิงให้นมบุตร

    การได้สารอาหาร วิตามิน และแร่ธาตุที่ดี จะมีผลต่อแม่และลูกในครรภ์ สารอาหารที่เหมาะสมจะทำให้ลูกแข็งแรง แม่สุขภาพดี ฟื้นตัวได้เร็ว ระหว่างให้นมบุตร ร่างกายมีความต้องการวิตามิน แคลเซียม สังกะสี แมกนีเซียม สำหรับการเติบโตของทารก ทำให้ปริมาณสารอาหารมากกว่าระหว่างการตั้งครรภ์เสียอีก

    หญิงวัยหมดประจำเดือน

    การเข้าสู่วัยหมดประจำเดือน ทำให้ผู้หญิงจำนวนมากมีอาการต่างๆมากมาย เนื่องจากการลดลงของระดับฮอร์โมนและการเปลี่ยนแปลงทางร่างกาย การได้สารอาหารที่เหมาะสมจะช่วยลดอาการต่างๆในช่วงวัยหมดประจำเดือนได้โดยไม่ต้องใช้ฮอร์โมน รวมทั้งยังช่วยป้องกันภาวะกระดูกพรุน ถือเป็นการชะลอความแก่ได้ดี รวมทั้งการออกกำลังกาย การฝึกจิตใจ เป็นต้น

    ปัจจัยอื่นๆ ที่กระทบต่อภาวะขาดสารอาหารที่เหมาะสม

    • การออกกำลังกายที่น้อยไป
    • โรคเจ็บป่วยเรื้อรัง
    • การใช้ยาเคมีต่อเนื่องยาวนาน
    • ปัญหาจากจิตใจ
    • ภาวะสารพิษต่างๆ จากอาหาร และสิ่งแวดล้อม
    • อาชีพการงาน
    • การกินอาหารที่ขาดความรู้ความเข้าใจ
    • ปัญหาเศรษฐกิจ
    ด้วยเหตุผลดังกล่าว จึงมีผู้ที่เสนอแนวคิดการกินอาหารเสริมเพื่อสุขภาพในทัศนะแพทย์ทางเลือกแบบ แผนปัจจุบันที่มุ่งเน้นไปทางด้านสารอาหารที่ขาดแคลน เช่น กรดอะมิโนที่จำเป็น กรดไขมันที่จำเป็น (ร่างกายสร้าง เองไม่ได้) รวมถึงวิตามิน แร่ธาตุและสารไฟโทเคมิคัล (พฤกษเคมี) เป็นทางเลือกหนึ่งที่มีบทบาทสำคัญในการดูแลสุขภาพ เพื่อการป้องกันและรักษา และเชื่อว่าเป็นแนวโน้มที่สำคัญในทศวรรษนี้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

    บทความนี้เป็นลิขสิทธิ์ของ นายแพทย์วิทวัส (ภาสกิจ) วัณนาวิบูล แห่ง มูลนิธิหมอชาวบ้าน ซึ่งเว็ป LoveYouPlaza.com ได้ขออนุญาตในการลงเผยแพร่เพื่อเป็นวิทยาทานเรียบร้อยแล้ว ทีมงานLoveYouPlaza.com ขอขอบคุณคุณหมออย่างสูงมา ณ โอกาสนี้ด้วย
    yinyang

    อ่านเพิ่มเติม
  • พลตรี ผล จันทร์งาม ป่วยเป็นโรคไต
    04 08

    เคสผู้ป่วยวันนี้ ผมขออนุญาตให้ชมคลิปการสัมภาษณ์ พลตรี ผล จันทร์งาม ซึ่งป่วยเป็นโรคไต ครับ

    อ่านเพิ่มเติม
  • ฮั้วลักเซียม
    24 06

    ยาน้ำสมุนไพร ฮั้วลักเซียมฮั้วลักเซียม เป็น ยาน้ำสมุนไพร สูตรต้นตำรับฮ่องเต้ในราชวงศ์เช็ง ประเทศจีน คิดค้นสูตรและดำเนินการผลิตโดยคุณหมอณรงค์ พุ่มโพธิงาม ทั้งนี้ ยาน้ำสมุนไพร ฮั้วลักเซียม ได้คัดสรรสมุนไพรชั้นดีถึง 99 ชนิด ตำรายาน้ำสมุนไพร ฮั้วลักเซียม นี้ เป็นสูตรยาที่พัฒนาอย่างต่อเนื่องนาน 40 ปี เริ่มจากคุณหมอมีประสบการณ์ในการจัดยาเพื่อรักษาคนไข้ จนกระทั่งมีโอกาสได้ไปเรียนแพทย์แผนจีนที่ประเทศไทย จึงได้กลับมาเปิดกิจการคลินิกของตนเอง ซึ่งการจัดยาที่คลินิก คุณหมอจะจ่ายยาด้วยสมุนไพรชั้นดี จึงมีราคาแพง ลูกค้าคุณหมอส่วนใหญ่เป็นคนมีฐานะ กิจการก็ดำเนินไปด้วยดี แต่เนื่องจากคุณหมอณรงค์ พุ่มโพธิงาม เห็นว่ามีผู้ป่วยหลายราย ที่ไม่สะดวกเดินทางมาที่คลินิก อีกทั้งยาจีนก็มีราคาแพง เนื่องจากคลินิกคุณหมอใช้สมุนไพรเกรดพรีเมียม ด้วยเหตุประการเช่นนี้ คุณหมอณรงค์ พุ่มโพธิงาม จึงได้คิดค้นสูตรยาใหม่ ซึ่งสามารถนำมาบรรจุขวด และจดทะเบียนเป็น ยาน้ำสมุนไพร โดยตั้งชื่อว่า ฮั้วลักเซียม ตามที่ท่านได้ยลโฉมไปแล้ว ซึ่งเหมาะกับผู้บริโภคทั่วไป โดยที่ไม่จำเป็นต้องไปแมะที่คลินิกแต่อย่างใด ทุกคนสามารถรับประทานได้ เพราะฮั้วลักเซียม ได้รับการจดทะเบียนเป็น ยาสามัญประจำบ้าน

    อ่านเพิ่มเติม
  • ฮั้วลักเซียม กับ คำถามที่ถูกถามบ่อยที่สุด
    08 08

    ฮั้วลักเซียม คืออะไร

    ตอบ ฮั้วลักเซียม คือ ยาสามัญประจำบ้าน สำหรับบำรุงและฟื้นฟูสุขภาพ ที่สกัดมาจากสมุนไพรชั้นดี 99 ชนิด ใน ขวดเดียวกัน


    มีความเป็นมาอย่างไร

    ตอบ เดิมเป็นสมุนไพรตำหรับหมอหลวงในสมัยราชวงศ์เช็ง ประเทศจีน เมื่อ 300 ปีก่อน สูตรนี้ได้รับการถ่ายทอดมาถึงทายาทรุ่นหลังๆของหมอหลวงจนถึงปัจจุบัน และหมอณรงค์ พุ่มโพธิ์งาม ได้ไปเรียนวิชาแพทย์จีนกับทายาทของหมอหลวง จึงได้รับมอบสูตรนี้มาช่วยชีวิตมนุษย์ ต่อมาได้ขอจดทะเบียนลิขสิทธิ์เป็นผู้ผลิตและจำหน่ายแต่ผู้เดียวในประเทศและ ในโลก
    อ่านเพิ่มเติม
  • ฮั้วลักเซียม ประกอบด้วยสมุนไพร 99 ชนิด
    21 08

    ฮั้วลักเซียม ประกอบด้วยสมุนไพรจีน 99 ชนิดอยู่ในขวดเดียวกัน โดยขบวนการสกัดด้วยแอลกอฮอล์ โดยมีปริมาณแอลกอฮอล์น้อยมาก แค่ 2 %....ไม่ใช่เพื่อปรุงแต่งรสชาติ แต่จำเป็นต้องใช้แอลกอฮอล์เนื่องจากขบวนการผลิต

    สมุนไพรจีน 99 ชนิด แต่ละตัวมีสรรพคุณแตกต่างกัน ดังนี้

    อ่านเพิ่มเติม
  • เปรียบเทียบการรักษาทางคลินิกแผนจีน - แผนตะวันตก (ตอนที่ 1) รักษาปรากฏการณ์และธาตุแท้
    04 08
    วันนี้มีเรื่องผู้ป่วยมาเล่าให้ฟัง เพื่อให้เข้าใจเกี่ยวกับศาสตร์แพทย์แผนจีนได้ชัดเจนขึ้น

    ผู้ป่วยไทรอยด์เป็นพิษราย หนึ่งได้รับการเยียวยาด้วยยากดการทำงานของต่อมไทรอยด์ และยาลดอาการใจสั่นอยู่ นานประมาณ 2 ปี ผลการรักษาไม่ค่อยได้ผล ผู้ป่วยจึงได้รับการแนะนำให้กินน้ำแร่ และได้ยารักษาภาวะไทรอยด์ต่ำ (ยาฮอร์โมนไทรอยด์) มากิน

    1 ปีหลังจากการกินน้ำแร่ ผู้ป่วยเปลี่ยนจากโรคภาวะไทรอยด์เกิน (เป็นพิษ) กลายเป็นผู้ป่วยภาวะฮอร์โมนไทรอยด์พร่อง (ขาด) เปลี่ยนจากอาการขี้ร้อน หงุดหงิด นอนไม่หลับ กลายเป็นคนหนาวง่าย เฉื่อยชา ง่วงนอนเก่ง

    ถ้ามองโดยภาพรวมเหมือนตาชั่งที่มี 2 ข้าง แต่เดิมน้ำหนักถ่วงมาก ข้างหนึ่งเกิดการเสียสมดุล พอรักษาจบกระบวนความ กลายเป็นตาชั่งเอียงมาอีกข้างหนึ่ง

    ความจริงเราต้องการตาชั่งให้มีความสมดุล ไม่ใช่ต้องการเอียงไปอีกข้างหนึ่ง การรักษาแบบนี้ถือว่ายังไม่ใช่การรักษาในเชิงอุดมคติ

    สาเหตุของต่อมไทรอยด์ทำงานมากผิดปกติ ยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่นอน
    ปกติการทำงานของต่อมไทรอยด์อยู่ภายใต้การควบคุมของต่อมใต้สมอง ถ้าต่อมไทรอยด์ทำงานน้อย ต่อมใต้สมองจะหลั่งฮอร์โมนมากระตุ้นให้ทำงานมาก แต่ถ้าต่อมไทรอยด์ทำงานมาก ต่อมใต้สมองจะลดการหลั่งฮอร์โมนมากระตุ้นทำให้ทำงานน้อยลง

    ผู้ป่วยไทรอยด์เป็นพิษ คือผู้ป่วยที่ต่อมไทรอยด์ทำงานมากเกิน โดยต่อมใต้สมองไม่สามารถควบคุมได้ ฮอร์โมนไทร็อกซีนที่มากเกินก็จะกระตุ้นการทำงานของเซลล์ต่างๆ ให้ทำงานมากผิดปกติ เกิดอาการต่างๆ เช่น มือสั่น หงุดหงิด ขี้ร้อน โมโหง่าย กินจุ น้ำหนักลด นอนไม่หลับ ความดันสูง เป็นต้น


    มองแบบแพทย์จีน : ภาวะยินพร่อง ไฟกำเริบ

    ร่างกายผู้ป่วยไทรอยด์เป็นพิษจะมีภาวะหยางมาก หรือมีไฟ ระบบประสาทที่เกี่ยวข้องกับการเผาผลาญ การกระตุ้นการทำงานของระบบต่างๆ มากกว่าปกติ มีลักษณะไปทางหยาง เช่น หิวเก่ง ใจสั่น รู้สึกร้อน ความดันสูง หงุดหงิด ท้องเสีย เป็นต้น

    ความผิดปกติของร่างกายมีผลต่อระบบฮอร์โมน หลายชนิด หลายระบบ ตั้งแต่ระบบประสาทอัตโนมัติ ต่อมหมวกไต ระบบไฮโพทาลามัส ต่อมใต้สมอง ต่อมไทรอยด์ ต่อมเพศ ยังทำให้ระดับ C-AMP ในเลือดสูงขึ้น ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายต่ำลงอีกด้วย

    สาเหตุส่วนใหญ่มาจากภาวะการเสียสมดุลแพทย์จีนเรียกว่า "ยินพร่อง" เป็นภาวะที่เซลล์แห้ง ขาดสารยิน (ขาดสารน้ำและของเหลวภายในเซลล์) ทำให้เกิดความร้อนภายในเซลล์ ซึ่งมีผลกระทบต่อทุกระบบของร่างกาย ไม่ใช่เฉพาะตัวต่อมไทรอยด์เท่านั้น

    การแก้ปัญหาหรือมุ่งเน้นที่ตัวไทรอยด์อย่างเดียวจึงมีลักษณะจำเพาะเกินไป
    การรักษาแผนปัจจุบันใช้กลุ่มยาต้านไทรอยด์ (antithyroid drug) เช่น เมทิมาโซล (methimazole) หรือโพรพีลไทโอยูราซิล (propylthiouracil)

    ถ้ารักษา 18-24 เดือนไม่ได้ผล แพทย์จะพิจารณากินน้ำแร่หรือการผ่าตัด
    การผ่าตัดยุ่งยากกว่า เพราะอาจมีโอกาสตัดต่อมพาราไทรอยด์ออกไปด้วย และอาจตัดถูกประสาทกล่องเสียง (laryngeal nerve) ทำให้เสียงแหบ
    การกินน้ำแร่ง่ายกว่า แต่โอกาสเกิดต่อมไทรอยด์ทำงานต่ำได้สูงมาก


    การปรับสมดุลยิน-หยาง โดยการบำรุงสารยินและระบายร้อน

    การปรับสมดุลยิน-หยางนั้น เป็นการสร้างเงื่อนไขและปรับสภาพของเซลล์ไม่ให้แห้งและลดภาวะไฟที่กำเริบ เป็นการปรับพื้นฐานเพื่อให้เซลล์เข้าสู่ภาวะสมดุลของยิน-หยาง และเมื่อใช้ร่วมกับการควบคุมฮอร์โมนไทรอยด์ที่สูงด้วยยาแผนปัจจุบัน การลดขนาดของยา และหยุดยาต้านไทรอยด์มีโอกาสประสบความสำเร็จสูง


    การใช้ยาต้านไทรอยด์

    การ ใช้ยาต้านไทรอยด์ กล่าวได้ว่า เป็นการรักษาปรากฏการณ์ของฮอร์โมนไทรอยด์สูง จวื่อเปียว ส่วนการปรับยิน-หยางของเซลล์และระบบต่างๆ ของร่างกายไม่ให้แห้ง และไม่ให้เกิดไฟ รวมทั้งการขับความร้อนภายในเซลล์ เรียกว่า การรักษาธาตุแท้จวื่อเปิ่น

    แผนปัจจุบันมักรักษาอาการ รักษาปรากฏการณ์ ใช้วิธีการลด ทำลาย เมื่อพบความผิดปกติที่จุดใดจุดหนึ่ง และอธิบายสาเหตุของความผิดปกติไม่ได้ มักจะลงเอยว่าเป็นปฏิกิริยาภูมิแพ้ตัวเอง หรือออโตอิมมูน (autoimmune) เวลาแก้ปัญหาปฏิกิริยาภูมิแพ้ ก็ใช้ยาไปกดภูมิคุ้มกันอีก (ไม่ใช่วิธีการไปปรับระบบภูมิแพ้) ซึ่งสร้างปัญหาและผลข้างเคียงของการรักษาจากยาให้กับผู้ป่วยอีก


    การศึกษาวิจัยภาวะไทรอยด์เป็นพิษและการรักษา

    ปัจจุบันภาวะไทรอยด์เป็นพิษส่วนมากเมื่อวินิจฉัย ตามหลักการแยกภาวะโรคและร่างกาย หรือเปี้ยนเจิ้ง จัดเป็นภาวะยินพร่องไฟกำเริบ


    ภาวะไฟกำเริบ

    1. ไฟของตับ หงุดหงิด โมโหง่าย ปวดชายโครง ประจำเดือนผิดปกติ มือสั่น
    2. ไฟของหัวใจ ใจสั่น นอนไม่หลับ ปลายลิ้นแดง
    3. ไฟของกระเพาะอาหาร หิวเก่ง กินจุ ตัวผอมแห้ง

    ภาวะยินพร่อง

    1. ยินของหัวใจพร่อง ใจสั่น นอนไม่หลับ เหงื่อออกมาก หัวใจเต้นไม่เป็นจังหวะ
    2. ยินของตับพร่อง เวียนศีรษะ ตาแห้ง หงุดหงิด อาการสั่น
    3. ยินของไตพร่อง ร้อนฝ่ามือฝ่าเท้าและกลางหน้าอก หน้าแดง โดยเฉพาะหลังเที่ยง เอว เข่า เมื่อยอ่อนล้า ผมร่วง เสียงดังในหู

    การรักษาทางคลินิก

    1. เสริมบำรุงยิน ระบายร้อน โดยวิธีการนี้ทำให้สามารถคุมระบบสมองใหญ่ ระบบต่อมใต้สมอง ระบบต่อมหมวกไต และมีผลต่อการควบคุมต่อมไทรอยด์ได้ดีขึ้น
    2. เสริมพลังชี่ บำรุงยิน เป็นวิธีการเสริมภูมิคุ้มกันร่างกาย โดยเฉพาะกลุ่มเซลล์แมกโครฟาจ (macrophage) และปรับสมดุลของสารน้ำในเซลล์ควบคู่กันไป

    สรุป

    • ทฤษฎียิน-หยางของแพทย์จีน มุ่งเน้นการแยกแยะ สรรพสิ่งเป็น 2 ด้านเสมอ
    • สิ่งก่อโรค (เสียชี่ ) กับ ภูมิร่างกาย (เจิ้งชี่ )
    • อาการของโรค กับ เหตุแห่งโรค
    • ร่างกายภายนอก กับ อวัยวะภายใน
    • โรคใหม่ที่เพิ่งปรากฏ กับ โรคที่เป็นอยู่ก่อน

    สิ่งก่อโรค อาการของโรค สิ่งปรากฏภายนอกร่างกาย โรคที่เพิ่งปรากฏให้เห็น จัดเป็นปรากฏการณ์ บางทีเรียกว่า ปลายเหตุ

    ภูมิร่างกาย เหตุแห่งโรค โรคอวัยวะภายใน โรคที่เป็นอยู่ก่อน จัดเป็นธาตุแท้ บางทีเรียกว่า ต้นเหตุ


    การรักษาโรคด้วยทัศนะแพทย์แผนปัจจุบัน มักจับเอาปรากฏการณ์เฉพาะส่วนมาวินิจฉัย ว่าเป็นโรคอะไร แล้วให้การรักษา ซึ่งจะได้ผลดีเฉพาะส่วน แต่ไม่ได้แก้ธาตุแท้และองค์รวมของปัญหาทั้งหมด การรักษาจึงมักเกิดผลข้างเคียงที่ไม่พึงประสงค์ต่อระบบต่างๆ

    การรักษาโรคด้วยทัศนะแพทย์แผนจีน มักเน้นการปรับสมดุลพื้นฐานของร่างกาย เป็นการสร้างเงื่อนไข ไม่ให้เกิดโรคหรือทำให้โรคถูกควบคุมด้วยภาวะเงื่อนไขที่เปลี่ยนแปลงไป เป็นการรักษาที่ธาตุแท้ และมีลักษณะองค์รวม ร่วมกับการรักษาอาการ

    การแพทย์ในเชิงบูรณาการคือการแก้ปัญหาทั้งปรากฏการณ์ที่พบ ที่การปรับสมดุลพื้นฐานของร่างกาย ซึ่งเป็นธาตุแท้ของการเกิดโรค โดยเลือกเอาข้อดีข้อเด่นของแต่ละศาสตร์มาร่วมกัน จะทำให้การรักษามีประสิทธิภาพสูงและป้องกันจุดอ่อนของความโน้มเอียงการรักษาทางการแพทย์ที่สุดขั้ว

    บทความนี้เป็นลิขสิทธิ์ของ นายแพทย์วิทวัส (ภาสกิจ) วัณนาวิบูล แห่ง มูลนิธิหมอชาวบ้าน ซึ่งเว็ป LoveYouPlaza.com ได้ขออนุญาตในการลงเผยแพร่เพื่อเป็นวิทยาทานเรียบร้อยแล้ว ทีมงานLoveYouPlaza.com ขอขอบคุณคุณหมออย่างสูงมา ณ โอกาสนี้ด้วย
    yinyang

    อ่านเพิ่มเติม

www.LoveYouPlaza.com ได้จดทะเบียนลิขสิทธิ์กับ DMCAwww.LoveYouPlaza.com ได้จดทะเบียนลิขสิทธิ์กับ DMCA เรียบร้อยแล้ว ห้าม คัดลอก ทำซ้ำ หรือ ดัดแปลง บทความ รูปภาพ ข้อมูลบางส่วนหรือทั้งหมด เว็ปที่ละเมิดจะถูก Google.co.th บล็อค ไม่ให้แสดงผลในลำดับการค้นหา ตามกฎหมายสากล Digital Millennium Copyright Act 1998 และ www.LoveYouPlaza.com จะดำเนินคดีทั้งทางแพ่งและอาญากับเว็ปไซต์ที่ละเมิดลิขสิทธิ์ดังกล่าว

Template Settings
Select color sample for all parameters
Red Green Olive Sienna Teal Dark_blue
Background Color
Text Color
Select menu
Google Font
Body Font-size
Body Font-family
Direction
Scroll to top